Header Ads

Header ADS

วาระอัลกุดส์ : อารมณ์อย่างเดียวคงไม่พอ (1/2)


วาระอัล กุดส์ (1/2)
อารมณ์อย่างเดียวคงไม่พอ


           อิสลามได้วางหลักการอันยิ่งใหญ่ไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมทั้งหมดทั่วโลกมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ช่วยรักษาความเป็นเอกภาพ และปกป้องเกียติภูมิของพวกเขา ส่วนหนึ่งจากหลักการเหล่านี้คือความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในกิจการและวิตกกังวลกับปัญหาของพี่น้องมุสลิมด้วยกัน

            อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสว่า “มุฮัมมัดเป็นรอซูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เป็นผู้แข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธศรัทธา เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้รุก๊วะ ผู้สุญูดโดยแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺและความโปรดปราน...” (สูเราะฮฺ อัลฟัตฮฺ อายะฮฺที่ 29)

           อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงบรรดาผู้ศรัทธาในฐานะของความเป็นพี่น้องว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน...” (สูเราะฮฺ อัล หุญุร๊อต อายะฮฺที่ 10)

          ความเป็นพี่น้องในอิสลามวางอยู่บนหลักศรัทธาและความสัมพันธ์ระหว่างกัน คือความเป็นพี่น้องที่มีอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมหาศาลที่ร่วมศรัทธาและศาสนาเดียวกัน อัลลอฮฺ ทรงตรัสว่า “และได้ทรงให้สนิทสนมระหว่างหัวใจของพวกเขา หากเจ้าได้จ่ายสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมด เจ้าก็ไม่สามารถให้สนิทสนมระหว่างหัวใจของพวกเขาได้ แต่ทว่าอัลลอฮฺนั้นได้ทรงให้สนิทสนมระหว่างพวกเขา...” (สูเราะฮฺ อัล อันฟาล อายะฮฺที่ 63)

         ความเป็นห่วงเป็นใยที่มีต่อพี่น้องของพวกเราจึงไม่ใช่เพียงแค่การแสดงออกทางอารมณ์ด้วยความรู้สึกสงสารแต่ขาดขั้นตอนที่นำไปการสู่ปฏิบัติซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่แท้จริง กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่เพียงพอที่มุสลิมคนหนึ่งรู้สึกเสียใจและหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าโศกเสียใจต่อความทุกข์ยากของพี่น้องมุสลิม แต่เขาจะต้องประณามการอาชญากรรมและการสังหารที่สร้างความเจ็บปวดต่อพี่น้องของเขาอย่างแข็งขันและช่วยเหลือพวกเขาทั้งทางรูปธรรมและนามธรรมเพื่อที่จะปลดปล่อยพวกเขาจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่พวกเขาอาศัยอยู่จนกว่าพวกเขาได้รับสิทธิของพวกเขากลับคืนมา

         ดังกล่าวนี้จะทำให้มุสลิมที่ประสบกับความทุกข์ยากรู้สึกว่าพวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาผู้ปฏิบัติตามสิทธิของความเป็นพี่น้องอย่างแท้จริง และนำคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมไปปฏิบัติ ดังที่ท่านกล่าวว่า “ผู้ศรัทธาคนหนึ่งกับผู้ศรัทธาอีกคนหนึ่งเปรียบเสมือนอิฐของกำแพงที่ต่างส่วนต่างยึดซึ่งกันและกัน” ขณะที่ (กล่าวเช่นนั้น) ท่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมได้ประสานนิ้วมือของท่านไว้แน่น ( อัล บุคอรียฺ)

        ปล่อยให้ถูกเหยียดหยามเพียงเพื่อปัจจัยยังชีพ

        กฎเกณฑ์หนึ่งที่อิสลามเน้นย้ำว่ามุสลิมจะต้องไม่ปล่อยให้ถูกเหยียดหยามไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ที่ยอมตกเป็นทาสมนุษย์ด้วยกันเนื่องจากอัลลอฮฺทรงให้เกียรติเขา สัญญาด้วยการช่วยเหลือของเขา และได้มอบหมายเขาในการนำพาสาส์นของพระองค์ อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “และพวกเจ้าจงอย่าท้อแท้และจง อย่าเสียใจ และพวกเจ้านั้นคือผู้ที่สูงส่งยิ่ง หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา” (สูเราะ ฮฺ อาลิ อิมรอน อายะฮฺที่ 139)

        หลักการพื้นฐานหนึ่งที่อิสลามเน้นย้ำคือ มุสลิมจะต้องไม่ปล่อยให้มีการเหยียดหยาม ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงจะต้องไม่ปล่อยให้มนุษย์ต้องกลายเป็นทาส เนื่องจากอัลลอฮฺทรงให้เกียรติพวกเขา สัญญาด้วยการช่วยเหลือ และได้มอบหมายพวกเขาในการนำพาสาส์นของพระองค์ อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “และพวกเจ้าจงอย่าท้อแท้และจง อย่าเสียใจ และพวกเจ้านั้นคือผู้ที่สูงส่งยิ่ง หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา” (สูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน อายะฮฺ 139)

       และอีกเช่นกันที่ว่า “ส่วนอำนาจนั้นเป็นของอัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธา แต่ว่าพวกมุนาฟิกีนนั้นหารู้ไม่” (สูเราะฮฺ อัล มุนาฟิกูน อายะฮฺที่ 8)

       อัลลอฮฺทรงเก็บปัจจัยยังชีพและความตายไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ เพื่อว่ามุสลิมเองจะได้ไม่ต่ำต้อยต่อคนอื่นๆ “แท้จริงอัลลอฮฺ คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพอันมากหลาย ผู้ทรงพลัง ผู้ทรงมั่นคง” (สูเราะฮฺ อัซ ซาริยาต อายะฮฺที่ 58)

       มนุษย์เพียงแค่เอาจริงเอาจังเพื่อที่จะบรรลุถึงสิ่งใดก็ตามที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้แต่ละคนจากปัจจัยยังชีพ ฐานะ ตำแหน่งหรือผลประโยชน์ทางโลกใดๆก็ตาม จะไม่มีใครเสียชีวิตตราบใดที่ปัจจัยยัที่ถูกกำหนดให้กับเขายังมิได้ถูกนำไปใช้จนหมดสิ้น ดังมีรายงานจาก อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด รอดิยัลลอฮุ อันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้รับการดลใจว่าไม่มีชีวิตใดที่จะตายจนกว่ามันจะใช้ปัจจัยยังชีพและเวลาของมันทั้งหมดเสียก่อน” เฏาะบารียฺและฮากิม

       ริบอียฺ บิน อามีร ศอฮาบะฮฺท่านหนึ่งได้เข้าไปในวังของผู้นำที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งแห่งอาณาจักรเปอร์เซียในช่วงแห่งการพิชิตของอาณาจักรอิสลาม จักรพรรดิเปอร์เซียถามริบอียฺว่า “อะไรทำให้ท่านมาหาเรา? ศอฮาบะฮฺคนนี้ตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “เราเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮฺส่งมาเพื่อให้เรานำมนุษยชาติ จากการกราบไหว้มนุษย์ด้วยกันไปสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว จากความคับแคบของโลกนี้ไปสู่ความกว้างขวางของมัน จากการกดขี่ของศาสนาต่าง ๆ ไปสู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม”
-----------------------------------------------
สำนักวิชาการและสื่อเผยแพร่ ยมท.

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.