Header Ads

Header ADS

วาระอัล กุดส์ : อารมณ์อย่างเดียวคงไม่พอ (2/2)


วาระอัล กุดส์ : อารมณ์อย่างเดียวคงไม่พอ (2/2)


:::หลักแห่งชัยชนะ:::

หลักการข้อหนึ่งที่อิสลามได้ชี้แนะให้กับบรรดาผู้ดำเนินตามให้ยึดไว้คือความมานะบากบั่นและความ อดทนเนื่องจากว่าสิ่งนี้คือเสบียงของมุสลิมในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก มันนำมาซึ่งความสงบและทำให้มุสลิมคนหนึ่งยินดีกับการกำหนดของอัลลอฮฺ อุมัร อิบนุ ค๊อฏฏ๊อบ รอดิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างความมานะบากบั่นกับความศรัทธาเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ระหว่างศรีษะกับร่างกาย” จนกระทั่งเขากล่าวว่า “ความศรัทธาของผู้ที่ไม่มีความพยายามนั้นจะไม่สมบูรณ์”

อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า พระองค์จะทรงทดสอบเรา พระองค์ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นแต่พระองค์ทรงแจ้งกับเราอีกเช่นกันว่าเราจำ เป็นที่จะต้องผ่านการทดสอบ อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสว่า “และแน่นอน เราจะทดลองพวกเจ้าด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความกลัว และความหิวและด้วยความสูญเสีย(อย่างใดอย่าง หนึ่ง)จากทรัพย์สมบัติ ชีวิต และพืชผล และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทนเถิด”
สูเราะฮฺ อัล บะเกาะเราะฮฺ 155

เพราะฉะนั้นความอดทนและความพยายามคือส่วนที่ทำให้ความศรัทธาเกิดความสมบูรณ์ บรรดานบีต่างก็พบเจอปัญหาที่หนักหน่วงขณะที่เผยแพร่ พระดำรัสของพระองค์ ถึงแม้ว่าอัลลอฮฺจะทดสอบพวกเขาบางคนด้วยความวิบัติแต่พวกเขาทุกคนต่างมุ มานะและมีความอดทน อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของความอดทนและความพยายามในอายะฮฺดังกล่าวที่ว่า “และเจ้าจงอดทน เพระแท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้รางวัลของผู้ทำความเสียหาย” สูเราะฮฺ ฮูด 115

“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด โอ้ปวงบ่าวผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกท่านเถิด สำหรับบรรดาผู้ทำความดีในโลกนี้คือ (จะได้รับการตอบแทน) ความดีและแผ่นดินของอัลลอฮฺนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แท้จริงบรรดาผู้อดทนนั้นจะได้รับการตอบแทนรางวัลของพวกเขาอย่าง สมบูรณ์โดยไม่ต้องคำนวณ”
สูเราะฮฺ อัซ ซุมัร 10

ตลอดประวัติศาสตร์ มุสลิมต้องประสบกับการทดสอบและความยากลำบาก โดยเฉพาะกรณีของชาวปาเลสไตน์ที่ต้องประสบกับความทุกข์ยากอันแสนสาหัสที่ กระทบกับผู้คน ทรัพย์สิน บ้านเรือนและการทำมาหากินของพวกเขา

:::การนิ่งเฉย:::

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนปาเลสไตน์แสดงถึงความกดขี่ การล่วงละเมิด ความอธรรมที่เลวร้ายที่สุด สิ่งน่าตกใจคือผู้กดขี่กำลังประสบความสำเร็จในการปิดบังการกระทำผิดของเขาภายใต้หน้ากากของ “การปกป้องตัวเอง” และ “การปกป้องวัฒนธรรม” ความอธรรมของพวกเขาแสดงให้เห็นในตัวมันเองในรูปแบบของการยึดที่ดินของผู้คน และการโจมตีสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นั่นคือ มัสญิด อัล อักศอ กิบละฮฺแรก มัสญิดอันดับสองที่สร้างขึ้นบนหน้าแผ่นดิน และอันดับสามในฐานะของความประเสริฐหลังจากสองมัสญิดอันศักดิ์สิทธิ์ในมักกะฮฺและมะดีนะฮฺ เลือดของผู้คนถูกหลั่งลงบนดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ผู้คนถูกฆ่าและร่างกายของพวกเขาต้องพิการ

ดินแดนแห่งนี้ถูกโจมตีทั้งกลางวันและกลางคืน พวกเขาทำลายบ้านเรือนแล้วปล่อยให้ผู้ที่ไร้บ้านต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเหน็บ นอนบนพื้นดินที่แข็งกระด้างและไม่มีสิ่งปกคลุมนอกจากหมู่เมฆบนท้องฟ้า สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้าวิงวอนขอต่อผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่งเพื่อให้ยุติการกดขี่ที่พวกเขาประสบอยู่

ผู้ที่กดขี่ข่มเหงได้โค่นล้มต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพืชผลที่ประดับและสร้างความสวยงามให้กับพื้นที่ด้วยดอกไม้และใบของมัน

ผู้กดขี่ข่มเหงได้โค่นล้มต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพืชผลซึ่งประดับประดาและสร้างความสวยงามให้กับพื้นที่ด้วยดอกและใบของมัน

เหนืออื่นใดมีการปิดล้อมเมืองและหมู่บ้านต่างๆ เป็นความตึงเครียดที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วไปที่ยังมีมโนสำนึก ยิ่งกว่านั้นเกิดการล้มล้างสถาบันต่างๆเพื่อที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นผลทำให้อัตลักษณ์ของคนปาเลสไตน์จางหายไป ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นขณะที่ประชาคมนานาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนกำลังเฝ้าดูแต่อาหรับและมุสลิมกลับเงียบเฉย

ในอิสลาม ปาเลสไตน์คือดินแดนแห่งศรัทธาและมุสลิมจะต้องระลึกอยู่เสมอถึงความจริงข้อ นี้ นี่คือสมรภูมิระหว่างความศรัทธากับการปฏิเสธ ดังหะดีษต้นหนึ่งรายงาโดย มัยมูนะฮฺ บินติ สะอฺดฺ เมื่อเธอถามท่านนบี ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม ท่านกล่าวว่า “มันคือดินแดนที่ที่มนุษยชาติจะถูกฟื้นคืนชีพและรวมตัวกันเพื่อทำการละหมาดในมัสญิดแห่งนี้(มัส ญิด อัล อักศอ)เนื่องจากการละหมาดแต่ละครั้งในมัสญิดแห่งนี้ราวกับการละหมาดหนึ่งพันครั้งในมัสญิดอื่นๆ” เธอถามอีกว่า “และถ้าคนๆหนึ่งไม่สามารถไปยังที่นั่นหรือพบกับความยากลำบากในการเดินทางไปที่นั่นหล่ะ” ท่านนบีตอบว่า “ฉะนั้นพวกท่านก็ ส่งน้ำมันเพื่อใช้จุดตะเกียงในมัสญิดแห่งนี้ในฐานะที่เป็นของกำนัล เนื่องจากว่าใครที่ส่งของกำนัลไปยังมัสญิดแห่งนี้ก็จะเสมือนกับคนที่ละหมาด ในมัสญิดแห่งนี้”
(อะหฺมัดและอิบนุ มาญะฮฺ)

แท้จริงประเด็น ปาเลสไตน์นั้นเป็นประเด็นหลักสำหรับอาหรับและมุสลิมทุกคน มันเป็นภาระหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องแบกรับความรับผิดชอบในสถานที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนและประวัติศาสตร์ของอิสลาม มันเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่และมันเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกไม่ได้จากดินแดนของมุสลิมทีไม่มีใครอ้างสิทธิที่จะครอบครองได้แม้แต่น้อย เป็นข้อบังคับเหนือมุสลิมทุกคนที่จะต้องทำการปกป้องมันด้วยกับพลังความสามารถทั้งหมดของพวกเขา พวกเขาจะต้องใส่ใจกับการปกป้องมันและเป็นข้อบังคับทางศาสนาแก่ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้น มุสลิมทุกคนจะถูกถามเกี่ยวกับบทบาทและความสามารถของเขาในเรื่องนี้ในวันแห่งการสอบสวน วันที่ทรัพย์สินและลูกหลานจะไม่ยังประโยชน์อันใดอีกแล้ว เว้นแต่ผู้มาด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์(บริสุทธิ์จากการตั้งภาคีและการกลับกลอก)อย่างแท้จริง ...

ถือว่าเป็นบาปใหญ่ที่จะปล่อยให้ดินแดนมุสลิมถูกยึดครองโดยศัตรูของอิสลามแม้เท่าฝ่ามือ หรือปล่อยให้บรรดาผู้หญิง ทรัพย์สินหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต้องถูกโจมตี ดังนั้นจะเป็นบาปใหญ่ขนาดไหนในกรณีที่ดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมดถูกยึดครอง?

เราจะต้องสนับสนุนพี่น้องของเราในปาเลสไตน์ด้วยเงินทองและยารักษาโรค รวมทั้งช่วยเหลือพวกเขาทุกวิถีทางอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างน้อยที่สุดให้เราแสดงการคัดค้านและความรู้สึกต่อต้านกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ประหลาดนั่นก็คือยุโรปมีการห้ามที่จะพูดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ได้อย่างไร ทั้งๆที่การทำลายล้างครั้งนี้ถูกกระทำต่อชาวปาเลสไตน์ที่ไม่มีกองกำลังใดๆ ไม่มีเสบียงอาหารและไม่มียารักษาโรค

บรรดาอุละมาอฺจะต้องรวมตัวกันประณามการสังหารหมู่หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งนี้ ตลอดจนปลุกจิตสำนึกในจิตใจของผู้คนกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ พร้อมทั้งปลุกพวกเขาและเสรีชนทั่วโลกให้ตื่นขึ้เพื่อต่อต้านคัดค้านการ สังหารหมู่เหล่านี้ ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ

:::เมื่อไรอัลกุดส์จะกลับมา?:::

ปาเลสไตน์และมัส ญิดอัลอักศอจะถูกปลดปล่อยก็ต่อเมื่อพวกเราละทิ้งการแตกแยก รวมกันเป็นหนึ่งเดียวและเป็นพี่น้องที่เอาใจใส่และจริงใจต่อกันอย่างแท้จริง ความพ่ายแพ้คือผลลัพธ์ของการแตกแยกและการไม่ลงรอยกันระหว่างหัวใจแต่ละดวง ดังนั้นเอกภาพจึงเป็นกุญแจสู่ชัยชนะ อัลลอฮฺทรงมอบชัยชนะแก่บ่าวที่ศอลิหฺของพระองค์ นั่นหมายความว่า ชัยชนะจะปรากฏก็ต่อเมื่อมุสลิมมีความเชื่อมั่นและบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ มอบหมายต่อพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมและวิงวอนขอต่อพระองค

มันจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อพวกเราละทิ้งสิ่งที่ใครบางคนกำลังพูดว่า “มีทางที่รอดพ้นหนึ่งเดียวเท่านั้นคือจะต้องอ้อนวอนประเทศมหาอำนาจ” อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “และสิ่งอื่น ๆ อีกที่ พวกเจ้ารักชอบมันการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺและการพิชิตอันใกล้นี้และจง แจ้งข่าวดีแด่บรรดาผู้ศรัทธาเถิด”
สูเราะฮฺ อัศศอฟ 13

อัล กุดส์จะกลับมาก็ต่อเมื่อเราเป็นเช่นเดียวกับบรรพชนที่ดี(อัส สะละฟุศ ศอลิหฺ)ในยุคแรกของเราที่ยึดมั่นอยู่กับความพึงพอใจของอัลลอฮฺเหนือพวกเขา โดยเฉพาะในเรื่องอะกีดะอฺ(หลักยึดมั่น)ที่ถูกต้องและมารยาทที่ดีงาม การที่พวกเขายึดอยู่กับลักษณะดังกล่าวทำให้พวกเขาเป็นประชาชาติที่ดีเลิศที่ อุบัติขึ้นมาท่ามกลางมนุษยชาติและด้วยคุณลักษณะดังกล่าวทำให้พวกเขาคู่ควร แก่ชัยชนะจากอัลลอฮฺ ใครที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัว เองได้ จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงครอบครัวของเขาได้ คงไม่ต้องเอ่ยถึงการเปลี่ยนแปลงอุมมะฮฺนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา กล่าวว่า “นั่นก็เพราะว่า อัลลอฮฺมิได้ทรงเป็นผู้เปลี่ยนแปลงความกรุณาใด ๆ ที่พระองค์ทรงประทานมันแก่กลุ่มชนหนึ่งกลุ่มชนใดจนกว่าพวกเขาจะได้เปลี่ยน แปลงสิ่งที่อยู่ในตัวของพวกเขาเอง และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้
” สูเราะฮฺ อันฟาล 53
-----------------------------------------

สำนักวิชาการและสื่อเผยแพร่ ยมท.

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.