Header Ads

Header ADS

ศูฟียฺในมุมมองอิสลาม


ศูฟียฺในมุมมองอิสลาม 
โดย ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฏอวียฺ 

แนวคิดศูฟียฺคือ รูปแบบหนึ่งของการใช้ชีวิต ในการบำเพ็ญเพียร (เพื่อให้บรรลุถึงระดับขั้นบางอย่าง) การทำความเคารพภักดีเช่นนี้ ได้รับการยอมรับ โดยทุกศาสนา แม้ว่าแนวทางการปฏิบัติของศาสนาต่างๆ จะแตกต่างกัน
ดังเช่นในอินเดีย ชนชั้นที่ต่ำกว่าชองชาวฮินดู มีแนวโน้มที่จะสุดโต่ง โดยพวกเขาการสร้างความเจ็บปวด ให้กับตัวเอง เพียงเพื่อการบรรลุเป้าหมายอันสูงส่ง ของจิตวิญญาณ ลักษณะเดียวกันนี้ ถูกนำไปใช้ศาสนาคริสต์ โดยเฉพาะการรักษาพรหมจรรย์ เช่นเดียวกัน ในเปอร์เซีย มีลัทธิหนึ่งที่เรียกว่า มนี ขณะที่ในกรีซ มีอีกกลุ่มเป็นที่รู้จักว่า อัร รูวากิยีน คนผู้ปฏิเสธชีวิต ที่สะดวกสบาย อันที่จริงจริงในประเทศอื่น อีกจำนวนมาก มีกลุ่มที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นพวกสุดโต่ง ในความเชื่อของพวกเขา 
อิสลามแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับความเชื่อทั้งหมดนี้ อิสลามนำแนวทางสายกลาง มาสู่ชีวิต และวิธีการระลึกถึงพระเจ้าของเขา อิสลามมองมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิด จิตวิญาณ และร่างกาย และอิสลามทำให้ประจักษ์ว่า องค์ประกอบเหล่านี้ทั้งหมด ต้องการได้รับเอาใจใส่เป็นพิเศษ
นี่คือสิ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัด ได้ทำให้กระจ่างชัดกับศอฮาบะฮฺ (สหาย) ของท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัมรฺ อิบนฺ อัลอาศ ผู้ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ อย่างเกินเลย เขาจะลดการกิน การดื่ม การนอน และการให้สิทธิต่อภรรยาของเขา ท่านนบี ได้ตักเตือนเขาในเรื่องนี้ว่า “ตาของท่าน มีสิทธิเหนือตัวของท่าน และร่างกายของท่าน มีสิทธิเหนือตัวของท่าน และครอบครัว (ภรรยา) ของท่าน ก็มีสิทธิเหนือตัวของท่าน จงให้สิทธิของแต่ละคน ตามที่เขามี ” 
เช่นเดียวกันศอฮาบะฮฺบางคน มาที่บ้านของท่านนบี เพื่อถามภรรยาของท่านว่า ท่านนบี ได้ทำอิบาดะฮฺอย่างไร หลังจากที่ได้รับทราบรายละเอียด ของการทำอิบาดะฮฺของท่าน พวกเขาพบว่า พวกเขาตามหลัง (ในการทำอิบาดะฮฺของ )ท่านนบี 
พวกเขาคิดว่า พวกเขายังทำไม่ได้ตามมาตรฐาน ที่ผู้ศรัทธาที่แท้จริง ต้องทำ นอกจากนี้ พวกเขามองไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมพวกเขาควรทำอิบาดะฮฺน้อยกว่า หรือไม่เท่ากับที่ท่านบีได้ทำ ในเมื่อท่านได้รับการอภัยโทษ จากบาปทั่งหมดของท่าน อย่างแน่นอนแล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงสาบานว่า จะเริ่มทำกระทำอิบาดะฮฺ อย่างจริงจังมากขึ้น 
คนหนึ่งจากพวกเขาสาบานว่า เขาจะรักษาการถือศีลอดโดยไม่หยุด (ไม่ละศีลอดเลย) อีกคนสาบานว่า เขาจะไม่ยุ่งกับผู้หญิง จะไม่แต่งงาน ขณะที่คนที่สาม กล่าวว่า เขาจะรักษาการละหมาด ในเวลากลางคืน โดยไม่หลับนอน เมื่อเรื่องนี้รู้ถึง ท่านนบี ท่านก็เรียกพวกเขามารวมกัน และได้กล่าวตักเตือนพวกเขาว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฮฺ ฉันเป็นผู้ที่เกรงกลัวอัลลอฮฺที่สุด ในหมู่พวกท่าน แต่ฉันก็ถือศีลอด และละศีลอด ฉันละหมาด และฉันก็นอน และฉันก็แต่งงาน กับผู้หญิง ใครก็ตามที่ไม่ปฏิบัติ ตามแบบฉบับของฉัน ก็ไม่ใช่พวกฉัน” นี่แสดงให้เห็นว่า อิสลามรักษาความเป็นสายกลาง ในทุกเรื่อง 
อย่างไรก็ตาม ผู้คนมีแนวโน้ม ที่จะปฏิบัติแนวคิดศูฟียฺ เพื่อเป็นวิธีการช่วยเหลือพวกเขา จากความวุ่นวายของลัทธิวัตถุนิยม ที่สร้างความเสียหาย ต่อพวกเขา อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขา มุ่งสร้างความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง ทางเศรษฐกิจ ให้กับตัวพวกเขา 
ทั้งหมดนี้ นอกจากที่จะทำให้พวกเขา ตกเป็นทาสของชีวิต ที่ฟุ่มเฟือยแล้ว พวกเขายังถูกควบคุม โดยแนวความคิดที่เลื่อนลอยอีกด้วย เป็นผลให้ความศรัทธาในศาสนา (อะกีดะฮฺ) ตกอยู่ภายใต้การครอบงำ ของปรัชญา และ เทววิทยา (ซึ่งนำเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะกรีก - ผู้แปล) และเรื่องนี้ ได้นำไปสูข้อโต้แย้ง ที่บ้าคลั่ง ซึ่งทำผู้คนละเลย ในด้านจิตวิญญาณของชีวิต อย่างสมบูรณ์แบบ 
ขณะที่บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮฺ) กลับล้มเหลว ที่จะไปให้ลึกกว่านี้ แทนที่จะพยายาม ในการทำความเข้าใจ ในด้านจิตวิญญาณ ของการทำอิบาดะฮฺ (ซึ่งเป็นด้านที่ลึกซึ้ง – ผู้แปล) พวกเขากลับเพียงยึด อยู่กับรูปแบบภายนอกของมัน เรื่องนี้ได้ทำให้กำเนิดกลุ่มศาสนา ที่เป็นที่รู้จักกันว่า ศูฟียฺ ซึ่งได้เข้ามาเติมช่องว่าง ที่ถูกละเลย โดยนักเทววิทยา (นักวิชาการด้านอะกีดะฮฺ) และนักนิติศาสตร์ (นักวิชาการด้านฟิกฮฺ) ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้วว่า ในระยะหลัง พวกเขาล้มเหลว ในการเปลี่ยนแปลงผู้คน ในด้านจิตวิญญาณ 
ศูฟียฺให้ ความสำคัญอย่างมาก ในการตรวจสอบมนุษย์ ในแง่ของความรู้สึกภายในของเขา มิใช่สิ่งที่เขาได้ปฏิบัติจริง พวกเขามุ่งสนใจ ในเรื่องของจิตใจภายใน มากกว่าภายนอก จุดมุ่งหมายหลักของพวกเขา คือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ใหม่ เพื่อที่จะช่วยให้พวกเขา บรรลุถึงความงดงาม ในด้านจิตวิญญาณ ศูฟียฺคนหนึ่งได้กล่าวว่า “มารยาทที่ดีงาม คือสิ่งที่ทำให้เป็นศูฟียฺที่ดี”
แท้จริงศูฟียฺในยุคแรก ได้เป็นตัวอย่างที่ดี โดยยึดมั่นคำสอนอิสลาม ที่ได้นำมาจากอัลกุรอานอันรุ่งโรจน์ และแบบอย่างของท่านศาสดา นอกจากนี้ พวกเขาทำการเผยแผ่อิสลาม อย่างดีเลิศ แท้จริงแล้วผู้คนจำนวนมาก เข้ารับอิสลาม โดยบรรดาศูฟียฺ ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ ผู้ที่พยายามอย่างสุดความสามารถ ในการเข้าร่วมสงครามต่อสู้ กับความเชื่อนอกรีต ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า และผู้ตั้งภาคี 
ในทางตรงกันข้าม ประวัติศาสตร์ ก็ได้บันทึกตัวอย่างอันเลวร้าย ที่เริ่มจากศูฟียฺบางคน ซึ่งได้คิดค้นแนวคิด ที่ไม่มีรากฐานในอิสลาม ส่วนหนึ่งของแนวความคิดเหล่านี้ คือการสร้างความแตกต่าง ระหว่างความแท้จริง (ฮะกีกัต) กับการการรับรู้ภายนอก (อย่างผิดๆ) ในความหมายที่ว่า มนุษย์ไม่ควรถูกตัดสิน โดยการกระทำที่เปิดเผยภายนอก (สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้) แต่เขาควรจะถูกตัดสิน โดยสภาวะของจิตใจของเขา (สิ่งภายในที่เขารู้สึกอย่างแท้จริง) ด้วยการใช้แนวคิดนี้ ทำให้คนหนึ่ง อาจจะพบข้อแก้ตัวบางอย่าง สำหรับความผิดของเขา พวกเขายังกล่าวอีกว่า ความรู้สึกภายในของศูฟียฺ คือบ่อกำเนิดแห่งทางนำ และด้วยความรู้สึกนี้เอง ทำให้เขาว่า สิ่งใดเป็นสิ่งฮะลาล (อนุมัติ)และสิ่งใด เป็นสิ่งฮะรอม (ต้องห้าม) 
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเขาชี้ถึงความบกพร่อง ของนักฮะดีษ (ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับคำพูด ของท่านนบีมุฮัมมัด) เสมอ คือนักฮะดีษนั้น ต้องรายงานตัวบทว่า “คนนั้นรายงานจากคนนี้ คนนั้น ได้กล่าวว่าดังนี้” (ซึ่งเป็นวิธีการทางวิชาการฮะดีษ) พวกเขาตัดสินว่า การรายงานเช่นนี้ เชื่อถือไม่ได้ ตรงกันข้ามคำกล่าวที่เป็นจริง ต้องถูกรับรองโดยศูฟียฺ โดยควรจะเริ่มกล่าวว่า “ฉันได้รับแรงบันดาลใจ จากพระเจ้าของฉัน” พวกเขายังเคยกล่าวเยาะเย้ย นักฮะดีษว่า “ท่านชื่นชอบการรายงานคำกล่าว จากมนุษย์ที่ต้องตาย แต่พวกเรา – ศูฟียฺ - คำกล่าวของพวกเรา มาจากอัลลอฮฺ ผู้มีชีวิตนิรันดร์ ”ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงอ้างว่า พวกเขาได้ติดต่อกับสวรรค์ ได้โดยตรง 
แนวความคิดที่ไม่มีเหตุผล นำศูฟียฺไปสู่การทำให้สาวกของพวกเขา กลายเป็นคนไร้คุณค่า พวกเขากล่าวว่า “ต่อหน้าอาจารย์ศูฟียฺ สาวกจะเปรียบเสมือน กับซากศพ ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ซึ่งถูกควบคุม โดยผู้ที่อาบน้ำศพ” ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาได้ทำ แม้กระทั่งยึดสิทธิของสาวก ในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม จากอาจารย์ ซึ่งพวกเขาคิดว่า การกระทำเช่นนี้ เป็นจุดเริ่มของความล้มเหลว 
แท้จริงความเข้าใจที่ผิดๆ ของศูฟียฺกลุ่มดังกล่าว ทำความเสียหาย ให้กับคนหนุ่มสาว ในทุกวันนี้ ผู้ซึ่งถูกควบคุม โดยความไม่รู้ โดยการนำเอาทุกสิ่ง ที่พวกเขาได้ยิน มาปฏิบัติ ผลของบุคลิกภาพ ที่เปราะบางอย่างเลยเถิด ของพวกศูฟียฺ ที่อยู่ภายใต้อำนาจของชัยคฺพวกเขา เช่นนี้ ทำให้พวกศูฟียฺ แทบจะช่วยตัวเองไม่ได้ เสมือนกับ คนตายที่อยู่ในมือของสัปเหร่อ หรือ ผู้ที่อาบน้ำศพ ดังนั้น พวกเขาจึงพัฒนาทัศนะคติ ทั้งที่เป็นลบ และเมินเฉยต่อการกดขี่ และความอธรรม เนื่องจากสิ่งที่อาจารย์ศูฟียฺของพวกเขา กล่าวแก่พวกเขาว่า “จงมอบส่วนของซีซาร์ให้กับซีซาร์ และให้พระเจ้าเป็นผู้ดูแลมนุษย์”
อย่างไรก็ตาม ดังเช่นแสงสว่างในถ้ำมืด อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะฮฺ บางท่าน รวมทั้งคนยุคแรก (สลัฟ) ได้พยายามอย่างที่สุด ในการปฏิรูปแนวคิดซูฟีจำนวนมาก ด้วยกับคำสอนของอัลกุรอาน และแบบอย่าง ของท่านศาสดา 
หนึ่งในอุลามาอฺผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่สามารถปฏิเสธ ความพยายามของท่านในงานนี้ (คือการปฏิรูปแนวคิดซูฟี) คืออัลลามะฮฺ อิบนฺ กอยยิม ผู้ที่เขียนหนังสือชื่อ มะดาริจ อัซ-ซาลิกีน อิลา มะนาซิล อัซซาอิริน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ถูกเขียน เพื่ออธิบายหนังสือที่เขียนโดย ชัยคฺ อิสมาอีล อัลฮัรวียฺ อัลฮัมบาลี ที่ชื่อ มะนาซิล อัซซาอิริน อิลา มะกอมัต อิยากานะอฺบุดู วะ อิยากานัสตะอีน หนังสือนี้ มีสามชุด ซึ่งสามารถนำมาใช้ ในการประสาน ระหว่างแนวความคิดซูฟี และคำสอนของอัลกุรอานและซุนนะฮฺ 

เราควรใช้แนวความคิดศูฟียฺ ในสิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของอิสลาม ดังเช่นการเรียกร้อง ไปสู่คุณค่าอันสูงส่ง ของความรักซึ่งกันและกัน รวมทั้งสอนอีกคนหนึ่ง ในการขจัดความเจ็บป่วยของจิตใจ และการบรรลุถึงความงดงาม ทางจิตวิญญาณ
แท้จริง มีตัวอย่างศูฟียฺที่ดีๆ อยู่ โดยอาจมีข้อยกเว้นเล็กๆ น้อยๆ บางประการ ซึ่งพวกเขาทำให้เรา เข้าใจถึงรูปแบบการเคารพภักดี ได้ดีขึ้น ท่านอิมาม ฆอซาลี คือหนึ่งในลักษณะศูฟียฺสายกลาง เช่นนี้ โดยแนวคิดของท่าน ไปในแนวทางเดียว กับคำสอนของอิสลาม

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.