Header Ads

Header ADS

วิจารณ์หนังสือร่วมสมัย “ฟิกฮุ อัล ญิฮาด” (2/4)

วิจารณ์หนังสือร่วมสมัย ฟิกฮุ อัล ญิฮาด” (2/4)
เขียนโดย ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล เกาะเราะฎอวียฺ


วิจารณ์โดย รอชิด อัล-ฆ็อนนูชียฺ


ระเบียบวิธีการศึกษาวิจัย

ในบทนำผู้เขียนได้กำหนดพื้นฐานต่างๆ สำหรับการศึกษาดังต่อไปนี้

ก. การอาศัยอัลกุรอาน ในฐานะที่เป็นตัวบทอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ซึ่งทำหน้าที่เป็นบรรทัดฐานสำหรับแหล่งที่มาอื่นๆ รวมไปถึงอัซซุนนะฮฺของท่านนบี ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจ โดยใช้ตรรกะทางภาษาเดิม คือภาษาอาหรับ ที่ไม่จำเป็นต้องปรับความหมายให้เข้ากับตัวบท และบนพื้นฐานที่ว่า อายะฮฺทั้งหมดในอัลกุรอานนั้น ถูกประทานลงมาเพื่อการนำไปใช้ ดังนั้น เราได้ตั้งคำถามอย่างยืดยาว ต่อการเรียกร้องของผู้ที่กล่าวว่า ในอัลกุรอานมีอายะฮฺหนึ่ง ที่พวกเขาเรียกว่า อายะตุซ-ซัยฟฺ” (โองการแห่งดาบ) ซึ่งได้ยกเลิกไ ปหนึ่งร้อยสี่สิบอายะฮฺ หรือมากกว่า โดยที่พวกเขาเอง ยังมีความเห็นต่างกันว่า เป็นอายะฮฺใดผู้เขียนจึงทำให้หลักการยกเลิก ในอัลกุรอานของพวกเขา เป็นโมฆะเกือบทั้งหมด เพื่อเป็นการยับยั้งกลุ่มนิยมความรุนแรง ที่ทำให้อายะฮฺต่างๆ ดังต่อไปนี้ แทบใช้การไม่ได้ เช่น อายะฮฺที่ส่งเสริมความเมตตากรุณา การให้อภัย การปฏิสัมพันธ์ กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ด้วยวิทยปัญญา คำสอนที่สวยงาม และการรู้จักแยกแยะ ระหว่างคนไม่ใช่มุสลิมส่วนน้อย ซึ่งเป็นศัตรูที่อธรรม โดยสามารถทำการญิฮาดปกป้องได้ กับคนไม่ใช่มุสลิมส่วนใหญ่ที่รักสันติภาพ และมีความยุติธรรม ตลอดจนมีใจกรุณา

ข. การอาศัยอัซซุนนะฮฺที่เชื่อถือได้ ซึ่งไม่ขัดแย้งกับหลักฐานที่แข็งแรงกว่า เช่น อัลกุรอาน ดังนั้น ผู้เขียนจึงถือว่าคำกล่าวต่อไปนี้ ขาดน้ำหนัก เช่น ฉันถูกส่งมาพร้อมกับดาบและคำพูดอื่นๆ โดยใช้วิธีการที่ปรากฎอยู่ในศาสตร์วิชาหะดีษ ท่านยังได้อธิบายหะดีษศอฮี้ฮฺ ที่บัญชาให้ต่อสู้กับผู้คน จนกระทั่งพวกเขากล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ นอกจากอัลลอฮฺโดยนำคำทั่วไปของคำว่า ผู้คนไปใช้ในความหมายกับกลุ่มเฉพาะ นั่นคือพวกตั้งภาคีชาวอาหรับที่ตั้งตนเป็นศัตรู

ค. ประโยชน์จากมรดกอันทรงคุณค่าของฟิกฮฺ (นิติศาสตร์อิสลาม) โดยไม่อคติต่อสำนักคิดทางฟิกฮฺ (มัซฮับ) หรือยึดติดเพียงแค่สำนักคิดทางฟิกฮฺใด สำนักหนึ่งโดยเฉพาะ ท่านวางหลักการอยู่บนการเปรียบเทียบ วิเคราะห์ การวิพากษ์วิจารณ์ และเลือกเอาเฉพาะทรรศนะที่เหมาะสมเท่านั้น ท่านได้แยกแยะระหว่างฟิกฮฺ อันเป็นผลผลิตจากความอุตสาหะด้วยสติปัญญา เพื่อดึงกฏเกณฑ์ออกมาจากชะรีอะ ฮฺกับชะรีอะฮฺ ซึ่งอัลลอฮฺประทานลงมาโดยตรง ฟิกฮฺที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกคัดลอกมาจากตำรา แต่มันเป็นการวินิจฉัย ของนักนิติศาสตร์เองเสียมากว่า ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำเสนอสิ่งที่เหมาะสม หรือสอดคล้องกับวันเวลาและสถานที่เฉพาะ โดยเฉพาะในยุคสมัยของเรา การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆได้เกิดขึ้น

ง. การใช้วิธีการเปรียบเทียบ ระหว่างอิสลามกับศาสนาอื่น และระบบกฎหมายต่างๆ

จ. ความสัมพันธ์ของฟิกฮฺที่มีต่อความจริงแห่งยุคสมัย นักนิติศาสตร์อิสลาม เมื่อพูดถึงญิฮาด ก็ต้องรู้ถึงหลักการที่ถูกกำหนดในเรื่องนี้ เช่น หลักของการปกป้องร่วมกัน (อัต ตะดาฟุอฺ) หน้าที่ในการเตรียมความพร้อมกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อต่อกรกับศัตรู และจะต้องต่อสู้กับบรรดาผู้ที่เริ่มต่อสู้กับมุสลิม การห้ามการล่วงละเมิด เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นอื่นๆที่ปรากฏออกมา (ถือว่าเป็นมุตะฆ็อยยิเราะฮฺหรือเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลง) อย่างเช่น การประณามสงคราม การแสวงหาสันติภาพ และการออกกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ และอำนาจอธิปไตยของรัฐ ในประเด็นนี้ผู้เขียนยืนยันว่า ภายใต้อิสลาม เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ ในโลกที่ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ และความมั่นคงปลอดภัย มากกว่าความหวาดกลัว ความสมานฉันท์แทนความเป็นจารีตนิยม ความรักแทนความเกลียดชัง เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่อันมีสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน สนธิสัญญาและกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ ในความเป็นจริง ปัญหาหลักของเรา ซึ่งมีพี่น้องที่แข็งทื่อของเรา ได้ปิดประตูทั้งหมด และยืนกรานอยู่บนจุดยืนเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือพวกเขายังคงอยู่ในโลกแห่งอดีตไม่ใช่โลกปัจจุบัน อยู่ในโลกแห่งหนังสือ มากกว่าโลกแห่งความจริง

ฉ. การยึดหลักการสายกลางในการดะอฺวะฮฺ การสอน การฟัตวา การศึกษาวิจัย การปฏิรูปและการฟื้นฟู ท่ามกลางวิธีการที่หลากหลายทางฟิกฮฺนั้น จะต้องฟื้นฟูศาสนาจากภายใน ผ่านการอิจญติฮาดใหม่ๆสำหรับยุคสมัยของเรา เช่นเดียวกับที่นักปราชญ์ของเราในอดีตได้ทำการวินิจฉัยในยุคของพวกเขา ผ่านการตีความตามตัวบทโดยอาศัยความมุ่งหมายเป็นรากฐาน มีความหนักแน่นเมื่อสืบสานไปถึงอุศูล (รากฐาน) และการยืดหยุ่นในเรื่องปลีกย่อย การแสวงหาวิทยปัญญาที่มีอยู่ ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใดก็ตาม และความสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยกับรากฐานทางชะรีอะฮฺ


ช. เมื่อศึกษา ฟิกฮฺ อัล ญิฮาดมีสิ่งหนึ่งที่สามารถรับรู้ถึงความเอาใจใส่ของผู้เขียนได้ไม่ยาก ท่านไม่ได้นำเสอนตัวเองว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียว เหนือฟุเกาะฮาอฺคนอื่นๆ อีกทั้งยังมีความกระตือรือร้น ในการอ้างอิงทรรศนะที่ได้รับการสนับสนุน จากบรรดาปวงปราชญ์ทั้งจากอดีตและปัจจุบัน แม้ว่าทรรศนะเหล่านี้ จะถูกทอดทิ้งหรือถูกเพิกเฉยไปแล้วก็ตาม เป็นการปัดฝุ่นสิ่งที่ถูกเก็บรวบรวมเอาไว้ แล้วทำการอธิบาย นำเสนอในรูปแบบที่น่าดึงดูดใจกว่า เป็นการมอบชีวิตใหม่ให้ ท่านมีความระมัดระวัง ในการสนับสนุนทรรศนะต่างๆ ของท่าน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า และความชำนาญในวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งได้รับประโยชน์จากความรู้ที่ลึกซึ้งของท่าน จากแหล่งที่มาของคำสอนอิสลาม และความคุ้นเคยของท่าน ที่มีต่อวัฒนธรรมสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ขัดแย้งในตนเอง และฝังรากลึกต่อมุมมองแห่งยุคสมัย ในเรื่องการญิฮาดในอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องอย่างกว้างขวางในสังคม ผ่านวัฒนธรรมสมัยใหม่ในเรื่องสงคราม และสันติภาพ สิ่งใหม่ๆ จากมุมมองนี้ ไม่ใช่ประเด็นรายละเอียดปลีกย่อย เพราะประเด็นเหล่านั้นกระจัดกระจายและฝังอยู่ในหนังสือต่างๆ แต่เป็นการให้เห็นภาพโดยรวม และทำให้งานนี้ กลายเป็นมติที่เห็นร่วมกัน ซึ่งฝ่ายต่างๆ ทั้งหมด หรือส่วนใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้เกิดความคุ้นเคย และทำให้พวกเขายอมรับสิ่งที่ไม่มักคุ้นได้ง่าย ความสามารถในการสร้างมติร่วมกันนี้ เป็นวัฒนธรรมพิเศษของอุละมาอฺยิ่งใหญ่ตลอดยุค ดังนั้น ผู้เขียนมิได้พูดเกินเลย เมื่อพูดถึงความจำเป็นเร่งด่วน ท่ามกลางนักนิติศาสตร์ คนทำงานอิสลาม นักประวัติศาสตร์ นักบูรพาคดี นักการทูต

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.