Header Ads

Header ADS

วิจารณ์หนังสือร่วมสมัย “ฟิกฮุ อัล ญิฮาด” (3/4)


วิจารณ์หนังสือร่วมสมัย ฟิกฮุ อัล ญิฮาด” (3/4)
เขียนโดย ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล เกาะเราะฎอวียฺ

วิจารณ์โดย รอชิด อัล-ฆ็อนนูชียฺ

แก่นของญิฮาดและรูปแบบของมัน

คงจะไม่มีแนวความคิดใดในอิสลามจะตกเป็นเป้าของการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การกล่าวหาคำสอนอิสลามและมุสลิมได้อย่างมากมายเท่ากับแนวคิดญิฮาด ซึ่งนำไปสู่ความเลยเถิดสองด้าน คือการสุดโต่งจนเกินจริงกับหย่อนยานจนเกินเหตุ

ความเลยเถิดในรูปแบบที่สองได้รับการสนับสนุนจนถึงกับต้องการจะลบล้างญิฮาดออกจากวิถีของอุมมะฮฺ เผยแพร่แนวคิดการเชื่อฟังและการยอมจำนนภายใต้การเรียกร้องที่เสแสร้งต่างๆ เช่น อดทนและสันติภาพ ซึ่งชัยคฺยูซุฟ อัลเกาะเราะเฏาะวีย์ เรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า เป็นตัวแทนของพวกล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นปรปักษ์กับญิฮาด จนกระทั่งได้สร้างกลุ่มใหม่ ซึ่งได้กุอิสลามขึ้นมาใหม่เป็นอิสลามที่ปราศจากญิฮาดและอุทิศตนเองเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ ตัวอย่างเช่น พวกบาไฮและกอดยานีย์

กลุ่มสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่มที่สร้างแนวคิดญิฮาด ว่าเป็นการสงครามอันเดือดดาลเพื่อต่อสู่กับโลกทั้งใบ โดยเห็นว่าผู้คนทั้งหมดล้วนเป็นศัตรูของมุสลิม ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้เป็นมุสลิม กลุ่มหลังนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับนิยามของพวกตะวันออกศึกษา (Orientalists) อย่างยิ่ง ซึ่งนิยามญิฮาดเอาเองว่า เป็นการเผยแพร่ด้วยคมดาบและญิฮาด เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน ราวกับว่านั่นเป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานข้อที่หก (Encyclopaedia of Islam, ฉบับแปลเป็นภาษา อาหรับ, หน้า 2778)

ชัยคฺ ยูซุฟ อัลเกาะเราะเฎาะวียฺ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้รับมือกับแนวคิดสองด้านผ่านการวิเคราะห์ทางภาษาของคำว่า ญิฮาดซึ่งความหมายรากฐานดั้งเดิม หมายถึงความพยายามอย่างสุดความสามารถ รวมทั้งได้ศึกษาเหตุการณ์ที่ปรากฏในอัลกุรอานและหะดีษและความเข้าใจของนักนิติศาสตร์มุสลิม

ท่านได้สรุปว่าระหว่างการญิฮาดและกิตาล(ต่อสู้)แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่นคำสั่งให้ร่วมญิฮาดที่ประทานมาในมักกะฮฺซึ่งไม่มีการสู้รบแต่อย่างใด แต่เป็นการญิฮาดด้วยการดะอฺวะฮฺผ่านอัลกุรอาน

ดังนั้น เจ้าอย่าเชื่อฟังพวกปฏิเสธศรัทธา และจงต่อสู้ดิ้นรน กับพวกเขา ด้วยมัน (อัลกุรอาน) โดยการต่อสู้ดิ้นรนอันยิ่งใหญ่” (อัลฟุรกอน 25:52) (ดูหน้า 50-52)

คำนี้มีใช้ในอัลกุรอานและหะดีษโดยมีความหมายหลากหลาย เช่น การที่คนหนึ่งมุมานะที่จะต่อต้านศัตรู ต่อต้านความชั่วร้ายหรือต่อต้านกิเลสของตนเอง เป็นต้น ดังนั้น คำว่าญิฮาดจึงมีความหมายกว้างกว่าคำว่าการสู้รบ สำหรับญิฮาดนั้นผู้เขียนคือชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฎอวียฺได้ยกคำกล่าวของอิบนุตัยมิยะฮฺว่า อาจด้วยหัวใจ การเรียกร้องสู่อิสลาม ข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้ง ด้วยการแนะนำหรือลดข้อยุ่งยากเพื่อประโยชน์แก่มุสลิม หรือด้วยร่างกายนั่นคือการต่อสู้

ผู้เขียนยังได้หาข้อสนับสนุนจากนักวิชาการที่โดดเด่นอีกท่านหนึ่ง คือ อิบนุก็อยยิม ลูกศิษย์ของอิบนุตัยมิยะฮฺ เพื่อที่วางขอบเขตโดยทั่วไปของญิฮาด ซึ่งนั่นทำให้มุสลิมทุกคน เป็นมุญาฮิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่มุกอติล

อิบนุ ก็อยยิมได้สรุปจากการศึกษาของท่านเกี่ยวกับกระบวนการเรียกร้องสู่อิสลามว่า ประกอบด้วยการญิฮาด 13 ระดับ (ย่อย ) ระดับแรกคือ ญิฮาด อันนัฟสฺ (ญิฮาดตัวตน) ซึ่งประกอบจากสี่ระดับ คือ ญิฮาดหรืออุตสาหะเพื่อการศึกษาและเรียนรู้ทางนำ, ญิฮาดโดยปฏิบัติในสิ่งที่ได้เรียนรู้มานั้น, ญิฮาดเพื่อเผยแพร่สิ่งที่ได้เรียนรู้ยังผู้อื่น และญิฮาด เพื่อให้อดทนต่อความยากลำบากต่างๆ ในหนทางดังกล่าว

ระดับที่สองคือญิฮาดกับชัยฏอน ซึ่งมีสองระดับ คือญิฮาดกับความลังเลสงสัย ในความศรัทธาซึ่งชัยฏอน เข้ามากระซิบกระซาบ และต่อสู้กับกิเลสและความชั่วร้าย ที่ชัยฏอนเรียกร้อง

ระดับที่สาม คือผู้ปฏิเสธและมุนาฟิก ประกอบด้วยสี่ระดับคือ ด้วยหัวใจ ด้วยลิ้น ด้วยทรัพย์สินและร่างกาย

ระดับที่สี่ คือญิฮาดกับผู้กดขี่และความชั่วร้าย ซึ่งมีสามระดับ คือด้วยมือหากเป็นไปได้ หากไม่ก็ด้วยลิ้น และหากยังไม่ก็ด้วยหัวใจ

ผู้เขียนมีความเห็นแตกต่างเล็กน้อยเกี่ยวกับประเด็นการญิฮาดกับผู้กดขี่และความชั่วร้าย เช่นเดียวกับญิฮาดผู้ปฏิเสธการรุกรานจากภายนอก ขณะเดียวกันได้เน้นการเผชิญหน้าด้วยสันติวิธี โดยวิธีการที่เป็นไปได้ เช่นการเผชิญหน้ากับผู้ปกครองฉ้อฉล ผ่านระบบรัฐสภา พรรคการเมือง หรือการแยกขั้วอำนาจเป็นต้น (หน้า198 )

ชัยคฺยังได้เน้นย้ำการญิฮาดทางปัญญา และวัฒนธรรม ผ่านการจัดตั้งศูนย์กลางการศึกษาอิสลามระดับผู้เชี่ยวชาญ, การจัดตั้งหนุ่มสาวหัวกะทิ ทั้งทางด้านการศึกษาและจริยธรรม เพื่อเป็นการตระเตรียมสู่สถาบันการศึกษา และความคิดอันเป็นวิธีการบูรณาการมรดกทางความรู้ของเรากับวัฒนธรรมสมัยใหม่ เราไม่เรียกร้องให้ถอนตัวจากสังคมโลก แต่ให้มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและความก้าวหน้า เราเลือกที่จะรับเอาบางสิ่งและละทิ้งบางสิ่งโดยอาศัยแนวคิดและมาตราฐานของเรา เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยหยิบยืมแนวคิดและการประดิษฐ์ต่างๆจากเราแล้วนำไปพัฒนา และใช้ เพื่อสร้างความก้าวหน้าของพวกเขา สิ่งใดที่เรารับมาจะถูกเติมด้วยจิตวิญญานของเราด้วยบุคคลิกลักษณะของเราและมรดกทางศีลธรรมของเรา” (หน้า 190-192)

ชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฏอวียฺ ได้สรุปในการศึกษาเรื่องฟิกฮฺแห่งญิฮาดในอิสลามว่า :ญิฮาดมีสองประเภท คือญิฮาดพลเรือนกับญิฮาดกองทัพ โดยญิฮาดกองทัพหมาย ถึงการต่อสู้กับศัตรูที่รุกรานมุสลิม ซึ่งจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ เมื่อมีความจำเป็นญิฮาดนี้เป็นเรื่องของรัฐ ส่วนการญิฮาดด้วยจิตวิญญาณนั้น ครอบคลุมทั้งสถาบันการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม เศรษฐศาสตร์ การศึกษา สุขภาพ การแพทย์ สิ่งแวดล้อมและการสร้างความเจริญก้าวหน้า จุดประสงค์ของญิฮาดพลเรือน เป็นความมุมานะของคนหนึ่ง โดยมีความบริสุทธิ์ใจ เพื่ออัลลอฮฺ ทั้งนี้เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ขาดความรู้ สร้างงานแก่ผู้ว่างงาน อบรมคนงาน ให้อาหารและเสื้อผ้าแก่ผู้ขัดสน จัดที่อยู่ให้คนไร้บ้าน ช่วยเหลือคนป่วย พัฒนาตัวเองในส่วนที่สังคมต้องการ สร้างโรงเรียนให้แก่นักเรียน สร้างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษา สร้างมัสญิดให้คนได้อิบาดะฮฺ สร้างสโมสรกีฬา ให้กับคนรักกีฬาได้ฝึกฝน” (หน้า 215)

วัตถุประสงค์ของการทำญิฮาด

อิสลามนั้นเรียกร้องไปสู่สันติภาพ นั่นหมายความว่าอิสลามรังเกียจการทำสงคราม แต่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งสงครามไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อจะรับมือกับสิ่งนี้ แต่จะไม่มีการร่วมสงคราม เว้นแต่จะถูกบีบบังคับ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติความเป็นจริง ของหลักการของอิสลาม และอิสลามตระหนักในเรื่อง ซุนนะฮฺ อัต ตะดาฟุอฺ” (ร่วมกันต่อต้าน)

แต่อย่างไรก็ตาม อิสลามแสวงหาหนทาง ที่จะจำกัดขอบเขตของผลที่เกิดขึ้น โดยการล้อมกรอบด้วยกฎระเบียบ และจริยธรรมต่างๆ อิสลามไม่ได้ยกเว้นจากการสงคราม เมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นท่ามกลางศาสนาอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงศาสนาคริสต์ ซึ่งผู้นับถือศาสนานี้ มีส่วนในการขัดแย้ง และการทำสงครามมากที่สุด ทั้งกับคริสเตียนด้วยกันเอง และกับศาสนาอื่น คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับของลูกา (Luke’s Gospel ) กล่าวว่า ฉันมาเพื่อที่จะนำมาซึ่งไฟบนโลกนี้ พวกท่านคิดว่าฉันมา เพื่อจะนำมาซึ่งความสันติภาพบนโลกนี้ กระนั้นหรือ?” พันธะสัญญาเก่า ได้มีการเรียกร้อง จนไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้จำนวนมาก ซึ่งกระทำกับ 7 ชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ จนถูกถอนรากถอนโคนอย่างสิ้นเชิง เรียกกันในศัพท์สมัยใหม่ว่า การขนย้าย (transfer)” และมีการสังหารหมู่ ที่กระทำโดยไซออนิสต์ยุคปัจจุบัน แต่นั่นก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ญิฮาดในอิสลาม มีเป้าหมายอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะ ดังที่ ชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฎอวียฺ ได้สรุปว่าเป็นการต่อต้านการกดขี่ข่มเหง การยับยั้งความเสื่อมเสียที่แพร่กระจาย การรับประกันถึงความอิสรภาพของความศรัทธาสำหรับมุสลิมและคนอื่นๆ การช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง นั่นหมายถึงการลงโทษบรรดาผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืน และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นภายในอุมมะฮฺ ด้วยเหตุนี้ การขยายอาณาเขต และการยึดครองดินแดนนั้นไม่ใช่เป้าหมายของการทำญิฮาด ไม่ได้เป็นการขจัดการปฏิเสธศรัทธา ออกไปจากโลกนี้ เพราะมันขัดกับกฎหมายของพระเจ้าและต้องทำการต่อต้านร่วมกัน ญิฮาดไม่ได้มีเป้าหมายที่จะยัดเหยียดอิสลาม ต่อบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา เพราะนั่นเป็นการฝ่าฝืนกฎของพระเจ้าว่าด้วยความหลากหลายและการเป็นพหุสังคม (หน้า 423 จากหนังสือ ฟิกฮฺ อัล ญิฮาด)

ระหว่างการญิฮาดเชิงรุกและเชิงรับ

เมื่อพิจารณาผ่านนักนิติศาสตร์ในอดีต และนักนิติศาสตร์ร่วมสมัย ชัยคฺ อัลกอรอฎอวียฺ ได้ตั้งคำถามถึงธรรมชาติ และสถานะของการญิฮาดในอิสลามที่ว่า เป็นธรรมชาติของศาสนาหรือไม่ หมายความว่า เป็นความจำเป็นสำหรับมุสลิม ที่จะต้องต่อสู้กับผู้ปฏิเสธศรัทธา จนกว่าพวกเขาจะเข้ารับอิสลาม หรือยอมจำนน ต่อผู้ปกครองของอิสลาม ซึ่งพวกเขาเรียกว่า ญิฮาด อัล ฏอลับ นั่นคือการญิฮาดเชิงรุก? หรือว่ามันเป็นธรรมชาติทางการมือง ที่มีความจำเป็น ในการปกป้องดินแดนของอิสลาม กับผู้ที่รุกราน และการปกป้องมุสลิมจากผู้ที่ขัดขวางเสรีภาพ ในความเชื่อของพวกเขา รวมทั้งสภาพการถูกกดขี่ข่มเหงโดยทั่วไป ซึ่งพวกเขาเรียกว่า ญิฮาด อัล ดะฟะอฺนั่นคือการญิฮาดเชิงรับ? ซึ่งหากมุสลิม จะต้องทำการญิฮาด พวกเขาต้องต่อสู้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ เพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ และจะต้องปฏิบัติตามหลักจริยธรรม ที่เคร่งครัด ซึ่งไม่สามารถละเลยได้

นักนิติศาสตร์ในอดีตและยุคปัจจุบัน แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม ซึ่งชัยคฺ ยูสุฟ อัลกอรอฎอวียฺเรียกว่านักวิชาการกลุ่ม ฮุญูมิยีน” (สนับสนุนญิฮาดเชิงรุก)กับกลุ่ม ดิฟาอิยีน” (สนับสนุนญิฮาดเชิงรับ) ซึ่งท่านเห็นด้วยกับกลุ่มที่สอง พวกฮุญูมิยีน เห็นว่าการญิฮาดเป็นวาญิบเหนือประชาชาติอิสลาม ในการจู่โจมดินแดนของผู้ปฏิเสธศรัทธา อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อที่จะเรียกร้องไปสู่อิสลาม และเพื่อการขยายดินแดน

พวกเขาตัดสินว่า การปฏิเสธศรัทธาในตัวมันเอง นับว่ามีเหตุผลที่เพียงพอแล้ว ที่จะริเริ่มก่อทำสงคราม และการสังหาร อย่างชอบธรรม แม้ว่าผู้ปฏิเสธศรัทธา จะไม่ได้โจมตี หรือทำอันตรายมุสลิมก็ตาม พวกเขาถึงกับเลยเถิด ไปโดยถือว่า มุสลิมจะมีบาปหากพวกเขามิได้กระทำเช่นนั้น ผู้ที่สนับสนุนทัศนะนี้ เป็นนักนิติศาสตร์จำนวนมาก และหนึ่งในอุลามาอฺชั้นแนวหน้าที่มีชื่อเสียง คือ อิมามชาฟีอียฺ และในหมู่นักคิดร่วมสมัยนั้นคือ ซัยยิด กุฏบฺ และ อบุล อะอฺลา อัลเมาดูดียฺ พวกเขาสนับสนุนความเห็นด้วยหลักฐานจากอัล กุรอาน อัซ ซุนนะฮฺและวิถีปฏิบัติในอดีต

อายะฮฺอัล กุรอานที่เรียกร้องให้ต่อสู้กับพวกตั้งภาคีทั้งหมด เช่นอายะฮฺที่ 36 ของซูเราะฮฺอัต เตาบะฮฺซึ่งกล่าว ความว่า

“...และจงต่อสู้บรรดามุชริกทั้งหมด เช่นเดียวกับที่พวกเขากำลังต่อสู้พวกเจ้าทั้งหมด และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่ยำเกรง

“...จงประหัตประหารมุชริกเหล่านั้น ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา...” (ซูเราะฮฺ อัต เตาบะฮฺ 5)

พวกเจ้าจงต่อสู้บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธา ต่ออัลลอฮ์และต่อวันปรโลก และไม่งดเว้นสิ่งที่อัลลอฮ์และร่อซูลห้ามไว้ และไม่ปฏิบัติตามศาสนาแห่งความสัจจะ อันได้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ จนกว่าพวกเขาจะจ่ายอัล-ญิซยะฮ์ จากมือของพวกเขาเอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ต่ำต้อย” (ซูเราะฮฺ อัต เตาบะฮฺ 29)

พวกเขามีความเห็นต่างกันในอายะฮฺต่างๆ เหล่านี้ว่า อายะฮฺใดที่เรียกว่า อายะฮฺ อัล ซัยฟฺหรือโองการแห่งดาบ ตามความเห็นของพวกเขา อายะฮฺนี้ได้ยกเลิกอายะฮฺอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับอายะฮฺ อัลซัยฟฺ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 200 อายะฮฺ อันเป็นอายะฮฺที่เรียกร้อง ไปสู่ความเมตตา การให้อภัยและเสรีภาพในความเชื่อ ห้ามมีการบังคับในเรื่องศรัทธาและความเคร่งครัด และการมอบหมายการตัดสินความศรัทธาของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องของอัลลอฮฺเพียงผู้เดียว พวกเขาหาข้อสนับสนุนจากคำพูด ของท่านนบี เช่น ฉันถูกส่งมาเพื่อให้ต่อสู้กับผู้คน จนกว่าพวกเขาจะกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นเว้นแต่อัลลอฮฺ” (รายงานโดย อิมาม บุคอรียฺ)

พวกเขาเห็นว่าการพิชิตของอิสลามในช่วงแรกๆนั้นเป็นหลักฐานสำหรับทัศนะของพวกเขาในเรื่องสงครามมากกว่าสันติภาพ นั่นคือสภาวะโดยปกติในการรับมือของมุสลิมที่มีต่อผู้อื่น

ความเห็นที่ต่างออกไปของชัยคฺอัลเกาะเราะเฎาะวีย์กับกลุ่มดังกล่าวมิได้ทำให้ท่านละเลยเหตุผลที่มีต่อพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการในอดีต อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่มีกับรัฐในขณะนั้น ซึ่งวางรากฐานอยู่บนอำนาจและสงคราม และเนื่องมาจากการคุกคามจากภายนอก นับตั้งแต่ที่อิสลามปรากฏตัวในคาบสมุทรอาหรับ


ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.