Header Ads

Header ADS

เงาแห่งความเกลียดชังโลกมุสลิม

เงาแห่งความเกลียดชังโลกมุสลิม
ยังคงทอดทะมึนเหนือตะวันตกจนทุกวันนี้


โดย มุฮัมมัด อะซัด

เมื่อกล่าวถึงอิสลาม ความเยือกเย็นแบบตะวันตกมักจะถูกรบกวนจากอคติทางอารมณ์อยู่เสมอ บางครั้งข้าพเจ้าก็อดสงสัยมิได้ เพราะคุณค่าของอิสลามนั้นใกล้เคียงอย่างยิ่งกับตะวันตกจนสามารถท้าทายอย่างมีพลังต่อแนวคิดทางจิตวิญญาณและชิวิตทางสังคมของตะวันตก

ข้าพเจ้าเล่าแก่เขาต่อไปถึงทฤษฎีหนึ่งที่ข้าพเจ้ารับรู้มาเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทฤษฎีที่อาจจะทำให้เข้าใจอคติฝังลึกที่มีต่ออิสลามมากยิ่งขึ้น อคติที่จะพบอยู่เสมอในงานเขียนและความคิดเห็นร่วมสมัยของตะวันตก เพื่อจะหาคำอธิบายที่ทำให้มั่นใจอย่างแท้จริงต่ออคติดังกล่าว ข้าพเจ้ากล่าวว่า “จำเป็นที่จะต้องมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ แล้วพยายามทำความเข้าใจพื้นฐานทางจิตวิทยาต่อความสัมพันธ์ครั้งแรกๆที่เกิด ขึ้นระหว่างโลกตะวันตกกับโลกมุสลิม ความคิดและความรู้สึกของตะวันตกที่มีต่ออิสลามทุกวันนี้ มีรากฝังลึกเกิดขึ้นในระหว่างสงครามครูเสด

ครูเสด!” เพื่อนข้าพเจ้าร้องออกไป “คุณคงไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบพันปีที่แล้วจะยังคงส่งผลจนถึงศตวรรษที่ยี่สิบหรอกนะ?”

แต่มันเกิดขึ้นแล้ว ผมรู้ว่ามันฟังดูเหลือเชื่อ คุณจำไม่ได้หรอกหรือความกังขาที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของการค้นพบของนักจิต วิเคราะห์ เมื่อพวกเขาพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่า ชีวิตของผู้ใหญ่นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก และส่วนใหญ่นั้นเป็นการเรียนรู้ เป็นรสนิยมและเป็นอคติที่ไม่อาจอธิบายได้ซึ่งดูเหมือนจะลงเอยอย่างยิ่งกับคำ ว่า นิสัยเฉพาะ(idiosyncrasies) เรื่องนี้สามารถสืบย้อนกลับไปยังประสบการณ์จากช่วงอายุที่ก่อรูSample Imageปเป็นตัวตนของเขา นั่นคือในวัยแรกเริ่มของเขาประชา ชาติหนึ่งหรืออารยธรรมหนึ่งไม่ใช่กลุ่มก้อนที่เกิดจากปัจเจกบุคคลหรอกหรือ พัฒนาการของพวกเขายังผูกอยู่กับประสบการณ์ในวัยเด็กของพวกเขา ด้วยความเป็นเด็กประสบการณ์เหล่านั้นอาจจะเป็นที่น่าพอใจหรือไม่พอใจก็ได้ พวกเขาอาจมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างแท้จริงหรืออาจตรงกันข้าม ทั้งนี้เนื่องจากการตีความเหตุการณ์ด้วยความใสซื่อในช่วงที่เขาเป็นเด็ก ผลสะท้อนที่คล้ายคลึงกันจากประสบการณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ ประสบการในตอนแรก ศตวรรษก่อนหน้าครูเสด นั่นคือช่วงท้ายของพันปีแรกจากประวัติศาสตร์คริสเตียน อาจอธิบายได้ว่าเป็นวัยแรกแย้มของอารยธรรมตะวันตก...

ข้าพเจ้าย้ำเตือนความทรงจำของเพื่อนข้าพเจ้าต่อไปในฐานะที่เขาเองเป็นนักประวัติศาสตร์ว่า นี่คือช่วงแรกสุดนับตั้งแต่ยุคมืดซึ่งตามมาด้วยการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ยุโรปเริ่มจะมองเห็นเส้นทางวัฒนธรรมของพวกเขาเอง พวกเขาเกือบจะหลงลืมมรดกที่โรมันได้ทิ้งไว้ วรรณกรรมรูปแบบใหม่เริ่มปรากฏเข้ามาในการใช้ภาษาของพวกเขา โดยได้รับแรงบันดาลจากประสบการณ์ทางศาสนาของคริสเตียนตะวันตก งานด้านวิจิตรศิลป์ค่อยๆฟื้นจากการหลับใหลอย่างเชื่องช้าอันเป็นผลมาจากอพยพ โยกย้ายของพวก (Goths, Huns และ Avars)ที่ ชื่นชอบการทำสงคราม ด้วยสภาพอันหยาบกระด้างในช่วงแรกของยุคกลาง วัฒนธรรมใหม่สดของโลกเริ่มปรากฏขึ้น นับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นขั้นตอนอันอ่อนไหวอย่างที่สุดของการพัฒนาที่ยุโรปตัองประสบกับอาการตก ตะลึงที่ยากจะรับมือ หรือศัพท์สมัยนี้ใช้คำว่า ความบอบช้ำทางจิตใจ(trauma)ในรูปแบบของสงครามครูเสด

สงครามครูเสดเป็นรอยประทับติดตรึงซึ่งประสบอย่างพร้อมเพรียงกันโดยอารยธรรมหนึ่งที่เพิ่งจะรู้จักตัวตนของพวกเขา หากพูดในเชิงประวัติศาสตร์กล่าวได้ว่าสงครามครูเสดเป็นความพยายามครั้งแรกๆ ของยุโรป และเป็นความสำเร็จโดยรวมในความพยายามที่จะค้นหาตัวเองภายใต้วัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสิ่งใดที่ยุโรปได้ประสบมาก่อนหน้านี้หรือภายหลังจากนั้นที่จะสามารถเปรียบเทียบในความกระตือรือร้นได้เท่ากับสงครามครูเสดในครั้งแรก

คลื่นของความมัวเมาไหลบ่าท่วมทั่วทั้งยุโรป นับเป็นความตราตรึงใจครั้งแรกที่พวกเขาสามารถก้าวพ้นกำแพงขวางกั้นระหว่างรัฐ ระหว่างเผ่าพันธุ์และระหว่างชนชั้น ก่อนหน้านั้นพวกเขาแบ่งเป็นพวกแฟรงก์ พวกแซกซอนและเยอรมัน เป็นเบอร์กันเดียนและซิลีเซียนเป็นนอร์แมนและลอมบาร์ด การผสมผสานระหว่างเผ่าพันธุ์และชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่เกือบจะเป็นไม่ได้ แต่มีข้อเท็จจริงที่ว่าอาณาจักรฟิวดัลและแว่นแคว้นต่างๆของพวกเขาเกือบทั้ง หมดเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน และพวกเขาทั้งหมดต่างยืนยันว่าพวกเขามีความเชื่อแบบคริสต์ แต่กรณีของครูเสดสายสัมพันธ์ทางศาสนาถูกยกขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง เหตุผลที่เหมือนกันต่อชาวยุโรปทุกคนคือแนวคิดศาสนาว่าด้วยคริสตจักร์(Christendom) ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดแนวคิดทางวัฒนธรรมของยุโรป เมื่อคำประกาศที่มีชื่อเสียงของโป๊ปเออร์บันที่ 2 (Pope Urban II)ถูกประกาศออกไปที่เคลอมองต์(Clermont)ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1095 เร่งเร้าให้คริสเตียนทำสงครามกับชนชาติอันชั่วร้ายที่ครอบครองดินแดน ศักดิ์สิทธิ์ โป๊ปอาจจะไม่รู้ตัวว่าคำประกาศของเขาได้กลายเป็นกฏบัตรของอารยธรรมตะวันตกใน เวลาต่อมา

ประสบการณ์อันบอบช้ำของสงครามครูเสดได้ทำให้ยุโรปตระหนักในวัฒนธรรมและเอกภาพของพวกเขา แต่ประสบการณ์เดียวกันนี้ได้นำไปสู่การใส่ร้ายป้ายสีต่ออิสลามให้ปรากฏต่อ สายตาของตะวันตก สงครามครูเสดจึงมิได้เป็นเพียงแค่สงครามและการนองเลือด

ทั้งนี้สงครามหลายครั้งที่มีการรุกรานระหว่างชนชาติกลับถูกลืมเลือนในเวลาต่อมา และความจงเกลียดจงชังจำนวนมากซึ่งในเวลานั้นดูเหมือนว่าไม่อาจลบล้างออกไปได้แต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นเพื่อนกัน

ความเสียหายที่เกิดจากสงครามครูเสดไม่ได้จำกัดเฉพาะการห้ำหั่นกันทางอาวุธเท่านั้น แต่ประการแรกสุดและสำคัญที่สุดคือความเสียหายทางปัญญา เป็นยาพิษในความคิดและจิตใจของตะวันตกที่มีต่อโลกมุสลิมผ่านการบิดเบือนคำ สอนและอุดมคติของอิสลามอย่างตั้งใจ

เมื่อการเรียกร้องให้ทำสงครามครูเสดกลายเป็นสิ่งชอบธรรม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประทับตราศาสนทูตของอิสลามว่าเป็นผู้ทำลายคริสต์(the Anti-Christ-ดัจญาล)และศาสนาที่ท่านนำมาถูกพรรณนาด้วยคำศัพท์ที่น่ากลัวอย่างยิ่งว่าเป็นที่มาของความชั่วร้ายและวิปริต

ในช่วงสงครามครูเสดนี้เองที่ความคิดอันน่าขันได้กระพือขึ้นโดยกล่าวหาอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งความลามกชั่วร้ายและความรุนแรง เป็นศาสนาแห่งพิธีกรรมมากกว่าการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ความคิดนี้ได้เข้าไปฝังในความเข้าใจของตะวันตกและยังไม่เคยลบเลือนไป ช่วงเวลานี้เองชื่อของมุฮัมมัด(Muhammad) บุคคลเดียวกันที่ยืนยันว่าดำเนินตามแนวทางของนบีคนก่อนๆถูกเปลี่ยนโดยชาวยุโรปกลายเป็น (Mahound)

ยุคที่จิตวิญญาณในการแสวงหาความจริงอย่างอิสระซึ่งจะยกความคิดของพวกเขายังคงห่างไกลในยุโรป จึง มิใช่เรื่องยากสำหรับผู้มีอำนาจที่จะปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังต่อศาสนาและอารยธรรมที่แตกต่างจากศาสนาและอารยธรรมของตะวันตก

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มหากาพย์ ชองซอง เดอ โรลองด์ (Chanson de Roland)อัน เผ็ดร้อนที่กล่าวถึงวีรกรรมของชาวคริสเตียนที่สามารถเอาชนะมุสลิมพวกนอกรีต ในตอนใต้ของฝรั่งเศษจะถูกนำมาขับร้องไม่เพียงแต่ยุคดังกล่าวเท่านั้น แต่ถูกนำมาขับขานเรื่อยมา ก่อนหน้าสงครามครูเสดครั้งแรกเล็กน้อย เพลงร้องนี้ได้กลายมาเป็นเพลงชาติของยุโรป และไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มหากาพย์สงครามเรื่องนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ วรรณกรรมยุโรป ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวรรณกรรมท้องถิ่นก่อนหน้านี้ เนื่องจากความเป็นปรปักษ์กับอิสลามได้ยืนตระหง่าน ณ จุดเริ่มต้นของอารยธรรมยุโรป

อาจจะดูเป็นการถากถางประวัติศาสตร์ที่ความขุ่นเคืองในอดีตของตะวันตกที่มีต่ออิสลามซึ่งมีที่มาจากศาสนาจะยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกในยุคที่ศาสนาเกือบจะหมดความสำคัญไปจากจินตนาการของชาวตะวันตกไปแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เรารู้ว่าบุคคลหนึ่งอาจสูญเสียความศรัทธาที่ได้รับการปลูกฝังในตัวเขาขณะที่ ยังเป็นเด็ก อย่างไรก็ตามอารมณ์พิเศษบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับความศรัทธาเหล่านั้นยังคงมีอยู่โดยปราศจาก เหตุผลยังคงมีอิทธิพลกับชีวิตของเขาในเวลาต่อมา “และนี่” ข้าพเจ้าสรุป “ช่างแม่นยำอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับบุคคลิกภาพโดยรวมของอารยธรรมตะวันตก เงาของครูเสดยังคงทอดทะมึนหนือตะวันตกจนทุกวันนี้ และปฏิกิริยาทั้งหมดที่มีต่ออิสลามและโลกมุสลิมเป็นที่ประจักษ์พยานอันชัดเจนว่าล้วนมีที่มาจากปีศาจที่ตายยากตัวนี้

เพื่อนของข้าพเจ้าชะงักงันอยู่นาน จากนั้นเขาเดินยงโย่งลงจากห้อง มือซุกไว้ในกระเป๋าเสือคลุม พลางส่ายหัวคล้ายกับมึนงงแล้วเอ่ยขึ้นว่า “อาจ มีอะไรบางอย่างจากที่คุณพูด ใช่สิ มันต้องมีแม้ว่าผมไม่อยู่ในฐานะที่จะตัดสินทฤษฎีของคุณได้ แต่สิ่งที่คุณบอกแก่ผม คุณไม่ตระหนักบ้างหรือว่าการที่คุณเป็นคนเรียบง่ายไม่ซับซ้อน น่าเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับตะวันตก บางทีคุณน่าจะแบ่งปันประสบการณ์ที่มีกับพวกเขา ทำไมคุณไม่ลองเขียนอัติชีวิประวัติของคุณดูบ้าง ผมมั่นใจว่าน่าจะเป็นหนังสือที่น่าสนใจทีเดียว ข้าพเจ้าหัวเราะพลางตอบไปว่า “ผมอาจจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศแล้วเขียนหนังสือดังกล่าว เพราะอย่างไรเสีย การเขียนเป็นอาชีพเดิมของผมอยู่แล้ว

ไม่กี่เดือนถัดมาคำตอบล้อเล่นของผมเริ่มจะไม่น่าขันเสียแล้ว ผมเริ่มคิดอย่างจริงๆจังๆที่จะเขียนเรื่องราวชีวิตของตัวเอง แม้ว่าจะดูไม่สลักสำคัญนัก แต่ก็น่าจะช่วยยกม่านอันหนักอึ้งที่ปิดกั้นอิสลามจากความคิดความเข้าใจของ ตะวันตก หนทางสู่อิสลามของข้าพเจ้ามีแง่มุมพิเศษหลายอย่าง ข้าพเจ้ามาเป็นมุสลิมไม่ใช่เพราะใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขายาวนาน แต่ตรงข้าม ข้าพเจ้าตัดสินใจอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขาเพราะข้าพเจ้าเข้ารับอิสลามต่างหาก

ด้วยการสื่อผ่านประสบการณ์ส่วนตัวของข้าพเจ้าแก่ผู้อ่านตะวันตก น่าจะเป็นการส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันระหว่างโลกอิสลามกับโลกตะวันตกได้มากกว่าการที่ข้าพเจ้ายังคงดำรงตำแหน่งทางการทูตซึ่งเพื่อนร่วมชาติคนอื่นๆ สามารถทำหน้าที่ได้ไม่ด้อยไปกว่าข้าพเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเก่งๆอีกหลายท่านที่สามารถเป็นทูตสหประชาชาติแทน แต่จะมีสักกี่คนที่จะสามารถพูดคุยกับตะวันตกเกี่ยวกับอิสลามได้เหมือนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นมุสลิมขณะเดียวกันยังมาจากตะวันตกดังนั้นข้าพเจ้าจึงสามารถพูดคุยด้วยภาษาทางปัญญาทั้งของอิสลามและตะวันตก

ดังนั้นปลายปี 1952 ข้าพเจ้าจึงได้ลาออกจากฝ่ายต่างประเทศของปากีสถานและเริ่มลงมือเขียนหนังสือ แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็น “หนังสือที่น่าสนใจ” ตามที่เพื่อนอเมริกันของข้าพเจ้าคาดหมาย อย่างมากสิ่งที่ข้าพเจ้าพอจะทำได้คือนึกย้อนเรื่องราวจากความทรงจำผ่านสาย สัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของพัฒนาการที่ทอดยาวมาหลายปีและด้วยพื้นที่ทาง ภูมิศาสตร์อันกว้างใหญ่ โดยมีบันทึกเก่าๆที่มีอยู่ไม่มาก ไดอารี่ที่ไม่ค่อยจะต่อเนื่องรวมทั้งบทความจากหนังสือพิมพ์ที่ข้าพเจ้าเคย เขียนไว้ในช่วงนั้นที่ช่วยเสริมความจำ
-------------------------------------
อบุล อิซซฺ แปลและเรียบเรียง
-------------------------------------
บทบรรณาธิการ
จากส่วนหนึ่งของบทนำในหนังสือถนนสู่มักกะฮ์ "The Road to Mecca" เป็นการเสวนาเกี่ยวกับรากที่มาของอคติที่มีต่ออิสลามและโลกมุสลิมในโลกตะวัน ตกกับเพื่อนที่ไม่ใช่มุสลิมของเขา แม้ว่าเขาจะเขียนงานชิ้นนี้ในปีค.ศ. 1954 แต่เนื้อหาของยังคงทันสมัย


ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.