Header Ads

Header ADS

ชัยคฺ อะหฺมัด สิรฮินดียฺ (ค.ศ. 1564 - 1624)

ชัยคฺ อะหฺมัด สิรฮินดียฺ (1564 - 1624)
นักฟื้นฟูอิสลามแห่งพันปีที่สอง


โดย ซัยยิต อบุล อะอฺลา เมาดูดียฺ




ความตกต่ำของอิสลาม

การไหลบ่าของพวกมองโกล (The Tatar) ในศตวรรษที่ 7 แห่งฮิจญฺเราะฮฺศักราช ได้เข่นฆ่าและทำลายล้างโลกมุสลิมอย่างเบ็ดเสร็จ ยกเว้นในส่วนของชมพูทวีปที่รอดพ้นไปได้ บรรดาผู้เสพสำราญและฟุ้งเฟ้อของประเทศต่างๆเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับบรรดาผู้เสพสำราญและฟุ้งเฟ้อในที่อื่นๆที่พากันเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนนี้อย่างสิ้นเชิงและยังคงดำเนินชีวิตตามวิถีอันชั่วร้ายอย่างดื้อรั้น ความอ่อนแอและสัญญาณแห่งภาวะที่เสื่อมทรามลงปรากฏอย่างแพร่หลายในแถบคุรอซานและอีรักที่พบเห็นได้ในที่นี่คือ การมัวเมาในอำนาจ การถือกรรมสิทธิ์โดยเบ็ดเสร็จของเหล่าบรรดากษัตริย์ ความลุ่มหลงและความหมกมุ่นในชีวิตแห่งโลกนี้ ซึ่งนำโดยเหล่าข้าราชสำนักทั้งหลาย โดยการกักตุนทรัพย์สินอย่างมากมายด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง และจับจ่ายใช้สอยในหนทางที่ไม่เหมาะสม การปกครองแบบเผด็จการ การบีบบังคับขู่เข็ญ การหลงลืมผู้เป็นเจ้าตลอดจนการละทิ้งแนวทางที่ถูกต้องเป็นต้น การไร้ซึ่งกฎเกณฑ์จากมุมมองทางศาสนามาถึงจุดสูงสุดในช่วงการปกครองของจักรพรรดิอักบัร (Jalaluddin Muhammad Akbar) เมื่อความเสื่อมทรามมาถึงขีดสุด

ความรู้สึกโดยทั่วไปในพระราชวังของจักรพรรดิอักบัรในเรื่องอิสลามนั้น พวกเขามองว่าอิสลามคือค่านิยมและความเชื่อที่กำเนิดขึ้นมาในยุคของชนเผ่าอาหรับเร่ร่อนผู้โง่เขลา ดังนั้นมันจึงไม่มีความเหมาะสมและไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปสำหรับสังคมที่มีอารยะและพัฒนาไปแล้ว ความเป็นนบี วิวรณ์(การเปิดเผยจากผู้เป็นเจ้า) การพื้นคืนชีพ นรก และสวรรค์ล้วนถูกดูแคลนและถูกโจมตี อัล-กุรอานที่เป็นพระดำรัสของผู้เป็นเจ้าและวิวรณ์นั้นถูกทำให้เคลือบแคลงสงสัย การลงโทษหรือรางวัลตอบแทนหลังจากความตายนั้นถูกทำให้คลุมเครือ การอิสเราะอฺ(การขึ้นสู่ชั้นฟ้า)ของท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม นั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ความเป็นปุถุชนของท่านนบีถูกทำให้เป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย โดยเฉพาะในเรื่องการมีภรรยาหลายคนของท่านบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม รวมไปถึงสมรภูมิที่ท่านเข้าร่วมต่อสู้ จนถึงขั้นที่คำว่า “อะหฺมัด” หรือ “มุฮัมมัด” กลายเป็นชื่อที่น่าขุนเคืองและเลิกใช้กันอย่างมากมายและชื่อต่างๆที่มีคำๆนี้อยู่เริ่มมีการเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผู้รู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ทางโลกออกมายกเลิกใช้คำนี้ในวิธีปฏิบัติตามหลักศาสนาและเลิกที่จะเถิดเกียรติท่านนบีอันเป็นที่รักในการเทศนาและงานเขียนของพวกเขา ผู้รู้บางคนไปไกลจนถึงขนาดทรยศและหักหลัง โดยที่พวกเขาเริ่มทำเครื่องหมายแสดงถึงตัวของท่านนบีพร้อมกับดัจญาล (ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายนี้ด้วยเถิด) ไม่มีใครกล้าเสนอการละหมาดภายในเขตของพระราชวังกษัตริย์ อบุล ฟาซัล องค์รักษ์คนหนึ่งที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจของจักรพรรดิอักบัรได้เยาะเย้ยการละหมาด การถือศีลอด การประกอบพิธีฮัจญ์ที่บัยตุลลอฮฺตลอดจนหลักคำสอนอิสลามอื่นๆและทำการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆในหลักคำสอน เหล่านักกวีทำการเสียดสีเหน็บแหนมต่อหลักการเหล่านี้ และบทกลอนที่วิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขามีอิทธิพลต่อมวลชนจำนวนมากอีกด้วย

กำเนิดลัทธิใหม่

แนวคิดลัทธิบาไฮ (The Bahai Theory) ถูกเสนอขึ้นมาครั้งแรกในช่วงเวลาของอักบัร แนวคิดนี้มองว่าระยะเวลาหนึ่งพันปีของอิสลามได้จบสิ้นแล้วนับจากการมาของท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เพราะฉะนั้นศาสนานี้จะต้องถูกแทนที่ด้วยกับความเชื่อที่สดใหม่กว่า แนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นวิธีการที่มีอิทธิพลมากที่สุดของการเผยแพร่ในช่วงเวลานั้น ในที่สุดศาสนาใหม่ที่มีชะรีอะฮฺ(ธรรมนูญ)ใหม่นั้นถูกนำเสนอโดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว คือเพื่อการผสมผสานระหว่างแนวคิดของฮินดูและมุสลิมเพื่อให้อาณาจักรโมกุล (the Mughal Empire) มีความแข็งแกร่งและรวมเป็นหนึ่งเดียว พวกข้าราชสำนักชาวฮินดูพากันประจบสอพลอเพื่อหวังให้จักรพรรดิพึงพอใจด้วยการเริ่มอ้างถึงคำทำนายโดยนักบวชของพวกเขาที่กล่าวว่ากษัตริย์นั้นมีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่กำเนิดมาเป็นผู้ที่คุ้มครองวัว นักปราชญ์มุสลิม(ที่แสวงหาดุนยา) ต่างพยายามที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า “อักบัร” นั้นคืออิหม่าม “มะฮฺดียฺ” ที่ถูกสัญญาไว้ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในโลกเหนืออิหม่ามอัล-มุจญตะฮิด (ผู้นำแห่งการฟื้นฟู) อื่นทั้งปวง ผู้เลื่อมใสลัทธินี้ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งจากบรรดาข้าหลวงถึงกับประกาศออกมาว่าอักบัรมีสถานะเป็น “มหาบุรุษผู้สมบูรณ์” เป็นกาหลิบ (ผู้ปกครอง) นิรันดร์กาล รวมไปถึงการเป็นตัวแทนของผู้เป็นเจ้าบนหน้าแผ่นดิน สามัญชนโดยทั่วไปถูกพร่ำสอนให้เชื่อว่าความยุติธรรมและความจริงสูงสุดนั้น คือคุณค่าสากลร่วมกันสำหรับทุกๆศาสนา เพราะฉะนั้นจะไม่มีศาสนาใดสามารถอ้างเพียงลำพังต่อหลักคุณค่าต่างๆเหล่านี้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วิธีคิดนี้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยการเสนอหลักความเชื่อที่ครอบคลุมอันเต็มไปด้วยคุณงามความดีต่างๆของทุกศาสนา

ดังนั้นผู้คนที่อยู่ภายใต้ความเห็นและความเชื่อเดียวกันทั้งหมดนั้นอาจจะรับมันไว้อย่างเต็มใจและลืมความแตกต่างทางนิกายย่อยๆและสภาพทางสังคมโดยรวม หลักศรัทธาที่รวมเข้าด้วยกันนี้ถูกเรียกว่า “ดีน อิ อิลาฮียฺ” (ศาสนาที่แห่งผู้เป็นเจ้า) คำปฏิญาณอันเป็นรากฐานที่แนวคิดนี้นำเสนอคือ “ลา อิลาฮะ อิลัลลอฮฺ อักบัร เคาะลีฟะตุลลอฮฺ” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ อักบัร คือตัวแทนของอัลลอฮฺ) ผู้คนต่างรับเอาความเชื่อใหม่นี้และจำเป็นที่จะต้องละทิ้งอิสลามแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นหลักมูลฐานที่ได้รับรู้และเข้าใจจากเหล่าบรรพชนตลอดประวัติศาสตร์และพร้อมที่จะเข้าร่วมกับ “ดีน อิ อิลาฮียฺ” ของจักรพรรดิอักบัรอย่างจริงจัง ผู้ที่เปลี่ยนความเชื่อนั้นถูกเรียกว่า “Chelas(ผู้เข้ารับศาสนาใหม่ของอักบัร) แนวทางของการทำความเคารพนั้นถูกปรับเปลี่ยน การทำความเคารพประการหนึ่งจะกล่าวว่า อัลลอฮุ อักบัร (อัลลอฮฺ ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร) และจะต้องขานรับว่า “ญัลลา ญะลาโอฮู” คำเหล่านี้นำมาจากนามของกษัตริย์ ญะลาลุดดีน อักบัรฺ เพื่อเป็นการรำลึกถึงกษัตริย์ พวก Chelas ถูกใช้ให้สวมใส่ผ้าโพกหัวที่คล้ายคลึงกับกษัตริย์ การเคารพสักการบูชากษัตริย์นั้นเป็นหลักการพื้นฐานประการหนึ่งซึ่งจะต้องปฏิบัติให้เสร็จลุล่วงในยามเช้าตรู่โดยการชำเหลืองมองการปรากฏตัวของจักรพรรดิอย่างแน่วแน่ เมื่อบางคนได้รับความโปรดปรานด้วยการได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าต่อหน้ากษัตริย์ เขาจะก้มกราบลงเป็นประการแรก แม้กระทั่งผู้ที่ถูกเรียกว่าอุลามาอฺและนักพรต(ซูฟียฺ)ก็จะก้มกราบลงต่อหน้าจักรพรรดิเสมือนกับว่าเขาเป็น “ผู้อุปถัมภ์”(Granter) ในการภาวนาและการวิงวอนของพวกเขา พวกเขาพยายามที่จะหลบซ่อนความนอกรีตอันชัดแจ้งของพวกด้วยการปกปิดภายใต้คำกล่าวที่ว่า “ซัจญดะฮฺ อัต-ตะฮียะฮฺ” (การก้มกราบเพื่อแสดงความเคารพนับถือ) และซามินโบซี(Zamin Bosee -การจูบพื้นดิน) อันที่จริง เหล่านี้เป็นความเห็นนอกรีตและเล่ห์อุบายที่ถูกสาปแช่งเช่นเดียวกันตามคำกล่าวที่ชัดเจนของท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ในคำทายของท่านที่กล่าวว่า “ยุคสมัยหนึ่งจะปรากฏขึ้นเมื่อผู้คนเปลี่ยนสิ่งที่ไม่อนุมัติเพื่อให้กลายเป็นสิ่งที่อนุมัติ”

การดูหมิ่นอิสลามจากผู้คนแห่งราชสำนัก     

ศาสนาใหม่นี้ก่อตั้งขึ้นบนข้ออ้างที่ว่ามันได้รวมเอาคุณงามความดีของทุกศาสนารวมเป็นหนึ่งเดียวโดยปราศจากอคติใดๆ แต่ในความจริง กลับมีเป้าหมายเพื่อเชิดชูศาสนาทั้งหมดโดยการขจัดอิสลามออกไปพร้อมปฏิเสธคำสอนและหลักการต่างๆของอิสลามด้วยการสาปแช่งและจงเกลียจงชังทุกรูปแบบ การบูชาไฟถูกหยิบยืมมาจากผู้ที่ยึดถือศาสนาศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrian) โดยมีการตระเตรียมจุดเผาไฟขึ้นในพระราชวังของกษัตริย์ เหล่าข้าราชสำนักจะลุกขึ้นเพื่อเฝ้าดูพิธีกรรมที่กำหนดสำหรับยามเย็นเมื่อตะเกียงและเทียนถูกจุดขึ้น “ระฆังที่ดังกังวาน” เพื่อสักการะบูชารูปของตรีเอกานุภาพ และพิธีกรรมอื่นๆที่รับเอามาจากคริสเตียน อย่างไรก็ตาม หลักควาเชื่อมั่นที่ได้รับการเชิดชูมากที่สุด คือศานาฮินดู เพราะว่ามันเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ที่จะต้องให้ได้รับความอุ่นใจและสนับสนุนเพื่อเป้าหมายในการรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่ง การเชือดวัวถูกห้าม เทศกาล “ดิวัลลี่” (Devali) “ดัสเซฮ์รา” (Dussehra) “รักคี” (Rakhi) “โพนาม” และ “วันมหาศิวะราตรี” (Maha Shivaratri) ถูกจัดเฉลิมฉลองด้วยความกระตือรือร้น และพิธีกรรม Hawan ถูกปฏิบัติในพระราชวังเป็นปกติ ดวงอาทิตย์ถูกสักการะบูชาเป็นเวลา 4  ชั่วโมงต่อวัน และชื่ออีกนับพันของมันจะถูกกล่าวซ้ำในความจงรักภักดีที่มีต่อศาสนาเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เมื่อบางคนเอ่ยชื่อหนึ่งของดวงอาทิตย์ คนอื่นจะกล่าวว่า “จงเจริญ” หน้าผากจะถูกตกแต่งด้วย “กอชกออ์” เส้นด้ายอันศักดิ์สิทธ์สวมใส่รอบหัวไหล่ และวัวได้รับความเคารพอย่างสูงส่ง ทฤษฎีการกลับชาติมาเกิดของดวงวิญญาณนั้นได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ตลอดจนความเชื่ออื่นๆอีกจำนวนมากถูกผสมผสานมาจากศาสนาพราหมณ์ (Brahmins)

 นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมศาสนาอื่นได้รับการส่งเสริมยกเว้นอิสลามที่ได้รับการปฏิบัติด้วยการดูถูกและเหยียดหยามโดยจักรพรรดิและเหล่าข้าพระราชบริพาร คำวิจารณ์ใดก็ตามที่มีต่ออิสลามที่ถูกนำเสนอในวิถีทางแห่งปรัชญาและศรัทธาที่ถูกยอมรับในฐานะเป็นวิวรณ์จากฟากฟ้าและคำสอนต่างๆที่จริงแท้ของอิสลามในพระราชวังนั้นจะถูกเยาะเย้ยและปฏิเสธอย่างเปิดเผยในทันที หากว่าอุละมาอฺ(ผู้รู้)ได้อธิบายอิสลามที่แท้จริงหรือไม่ยอมรับวิถีที่ชั่วร้ายบางอย่าง พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นฟะกีฮฺ(ปราชญ์)ซึ่งความหมายของศัพท์นี้พวกเขาจะนิยามว่าหมายถึง “คนโง่เขลาที่ไร้ค่า” (a stupid person worthy of little nothing) คณะกรรมการ 40 คนได้รับการแต่งตั้งโดยคำสั่งของกษัตริย์เพื่อที่จะรับหน้าที่ศึกษาวิพากษ์ศาสนาทั้งหมด ซึ่งสมาชิกเหล่านี้จะมีความขันติธรรมและให้เกียรติในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีต่อศาสนาอื่นยกเว้นอิสลามที่พวกเขาจะทำการต่อต้านคำสอนต่างๆโดนไม่ให้เกียรติ หากว่าผู้ที่สนับสนุนอิสลามต้องการที่จะพูด จะมีคำสั่งให้เขาเงียบ ในทางปฏิบัติแล้ว คำสอนของอิสลามถูกปฏิเสธหรือถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนอย่างน่าละอายใจ ดอกเบี้ย (ริบา) การพนัน (มัยซิร) และ การดื่มของมึนเมา (ค็อมรฺ) ถูกทำให้อนุมัติ การดื่มไวน์กลายเป็นเรื่องจำเป็นเนื่องในโอกาสวันเฉลิมฉลองที่เรียกว่าวัน “Nauruz” แม้กระทั่งผู้พิพากษา (กอฎียฺ) นักนิติศาสตร์ (ฟะกีฮฺ) ต่างดื่มไวน์กันอย่างเสรี การโกนเครากลายเป็นแฟชั่นที่นิยมกัน มีการอ้างความชอบธรรมที่อยู่นอกเหนือจากชะรีอะฮฺ (หลักนิติธรรมอิสลาม) การแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องเป็นเรื่องที่ไม่อนุมัติ(หะรอม) อายุขัยของการแต่งงานสำหรับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงถูกกำหนดไว้ที่ 16 และ 14 ปีตามลำดับ การมีภรรยาหลายคนเป็นที่ต้องห้าม การสวมเงินและทองเป็นอนุมัติ(สำหรับผู้ชาย) การรับประทานเนื้อของเสือและหมาป่ากลายเป็นที่อนุมัติรวมไปถึงการถือว่าสุกรเป็นสัตว์สะอาดบริสุทธิ์และใช้เชือดพลี ซึ่งทั้งหมดนั้นตรงข้ามกับคำสอนของอิสลามอย่างสิ้นเชิง ถึงขนาดว่าการชำเหลืองมองมัน(สัตว์ที่เชือดเพื่อสักการะบูชา)ในตอนเช้าตรู่จะเป็นการสร้างมงคลแก่ชีวิต ร่างกายที่ตายแล้วแทนที่จะทำการฝังศพกลับมีคำสั่งให้เผาหรือทิ้งลงไปในน้ำที่กำลังไหลเชี่ยว หากว่าใครยืนยันจะไม่เผาร่าง เขาจะถูกบังคับให้หันเท้าไปทางกิบละฮฺขณะฝังในหลุมศพ ตัวของจักรพรรดิเองชื่นชอบที่จะนอนโดยการหันเท้าไปทางกิบละฮฺ(ทิศที่หันไปทางบัยตุลลอฮฺ)อันการขัดต่อหลักการของอิสลามอย่างชัดเจน นโยบายทางการศึกษาของผู้มีอำนาจนั้นปฏิเสธในเรื่องจิตวิญญาณแบบอิสลามอย่างสิ้นเชิง การสอนภาษาอาหรับ หลักนิติศาสตร์ ค่านิยมและความเชื่อต่างๆของอิสลามนั้นกลายเป็นเรื่องที่ต่ำต้อยและล้าหลัง ในทางตรงกันข้าม ผู้มีอำนาจกลับสนับสนุนในเรื่องของปรัชญา  คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์และวิชาอื่นๆเพื่อผลประโยชน์ทางโลกโดยเฉพาะในเรื่องของภาษามีความโน้มเอียงไปสู่การพัฒนาและเสริมความแข็งแรงให้กับภาษาฮินดี สันสกฤต ส่วนคำภาษาอาหรับนั้นถูกละทิ้งไปทีละเล็กทีละน้อย ภายใต้ความพยายามในบรรยากาศเช่นนี้ สถาบันศาสนาต่างๆของอิสลามนั้นเริ่มที่จะถูกทอดทิ้งรวมไปถึงบรรดาอุลามาอฺ(ผู้รู้ศาสนา)ต้องโดนบังคับให้อพยพออกไปจากดินแดนแห่งนี้

การเชิดชูแนวคิดสรรพเทวนิยม (Pantheism)

สภาพโดยรวมของผู้คนยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อย ผู้อพยพจากอิหร่านและคุรอซานต่างนำเอาคำสอนและวิถีการที่ผิดเพี้ยนติดมากับพวกเขา และบรรดาคนที่เข้ามาสู่อิสลามในอินเดียนั้นไม่ได้รับการปลูกฝังและอบรมอย่างเพียงพอเพื่อการซึมซับจิตวิญญาณและคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง ดังนั้นชีวิตในทางปฏิบัติของพวกเขาแทบจะไม่มีอิสลามปรากฏอยู่ในรายละเอียด ชีวิตความเป็นอยู่ทางสังคมของมุสลิมทั้งสองกลุ่มนี้เกิดการผสมผสานค่านิยมและความเชื่อที่ผิดเพี้ยนแล้วพวกเขาต่างเรียกมันว่าเป็น “ค่านิยมและความเชื่อแบบอิสลาม” มันได้นำเอาการบูชารูปปั้น การแยกวรรณะ การแบ่งชนชั้น แนวความคิดที่แปลกประหลาดตลอดจนความเชื่อทางไสยศาสตร์รวมเข้าด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีหลักเกณฑ์ของพิธีกรรมต่างๆและธรรมเนียมใหม่ๆอีกด้วย นักปราชญ์(อุลามาอฺ)ที่แสวงหาทางโลกและผู้ชี้นำทางศาสนานั้นมิได้เพียงยกย่อง“ลัทธิ”นี้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสาวกและเผยแพร่อย่างเต็มใจ ผู้คนนำของบูชามาถวายให้กับพวกเขาและพวกเขาจะประสาทพรและขอความศิริมงคลให้กับผู้ที่มาขอเป็นการตอบแทนตามแต่ละนิกายแยกย่อยเป็นจำนวนมาก

ผู้นำทางจิตวิญญาณกลายเป็นต้นเหตุของการแพร่โรคร้ายกระจายไปสู่ผู้คน พวกเขาเสาะแสวงหาลัทธิเพลโตใหม่ (neo-Platonism) ลัทธิสโตอิก (stonicism) ลัทธิมานิ (Mani-ism) และลัทธิเวทานตะ (Vedantaism) เพื่อที่จะผสมปนเปหลักความเชื่อทางปรัชญาที่ลี้ลับซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะสอดคล้องกับค่านิยมและหลักความเชื่อของอิสลาม แนวคิดซูฟียฺที่ลี้ลับถูกนับเป็นหลักนิติธรรมอิสลาม (Islamic Shariah) ที่เป็นอิสระ และแง่มุมชีวิตส่วนตัวนั้นถูกแยกออกจากด้านสังคม ผลที่ตามมาคือขอบเขตต่างๆที่อิสลามอธิบายไว้ในเรื่องหะลาลและหะรอมถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง หลักคำสอนต่างๆของศาสนานั้นถูกละเมิดฝ่าฝืน ความคิดแปลกๆและความปรารถนาของบุคคลถูกทำให้เป็นเครื่องตัดสินในทุกเรื่องของชีวิต ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะปฏิเสธหลักคำสอนต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้น และยอมที่จะให้อำนาจกับสิ่งที่ไร้รากฐาน อะไรก็ตามที่ในหลักนิติธรรมอิสลาม(ชะรีอะฮฺ)มีการอนุมัติอย่างถูกต้อง พวกเขาจะทำให้สิ่งอนุมัติเป็นสิ่งที่ต้องห้ามและบีบบังคับให้ปฏิบัติในสิ่งที่หะรอม ยิ่งมีหลักการทางความเชื่อที่เข้ามาแทนซึ่งดูน่าเลื่อมใสแล้วนั้น จึงไม่มีการยกเว้นใดๆสำหรับพวกเขาที่จะตกอยู่ภายใต้การสะกดจิตจากปรัชญาลี้ลับที่ได้กล่าวถึง คือแนวคิดสรรพเทวนิยม (Pantheism -เป็นแนวคิดซึ่งเชื่อว่าเอกภพ (ธรรมชาติ) กับพระเป็นเจ้านั้นเป็นสิ่งเดียวกัน) ว่าเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงพวกเขาทั้งในชีวิตและสภาพที่จริงแท้   

อะหฺมัด อัส-สิรฮินดียฺ

นี่คือสภาพการณ์ต่างๆ เมื่อ ชัยคฺ อะหฺมัด ถือกำเนิดขึ้นใน “สิรฮินดฺ” ในช่วงต้นของรัชสมัยของจักรพรรดิอักบัร เขาได้รับการอบรมเลี้ยงดูท่ามกลางผู้คนที่มีคุณธรรมในยุคนั้น แม้ว่าจะไม่สามารถต่อต้านกับกระแสอันชั่วร้ายที่นับวันยิ่งถาโถมเข้าใส่พวกเขา แต่พวกเขายึดมั่นในความศรัทธาและเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจในการปฏิบัตการงานซึ่งกระทำอย่างสุดความสามารถ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผู้คนยึดมั่นกับแนวทางอันเที่ยงตรง ชัยคฺ อะหฺมัด อัส-สินฮินดียฺได้รับแรงบันดาลใจและประโยชน์อย่างมากจาก “ชัยคฺ บากียฺ บิลลาฮฺ” ซึ่งเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณที่สูงส่งในยุคสมัยของเขา แต่กระนั้น ชัยคฺ อะหฺมัด เองก็เป็นคนที่มีความสามารถมาก เมื่อเขาพบปะกับชัยคฺ บากียฺ บิลลาฮฺ ครั้งแรก จดหมายฉบับหนึ่งที่ชัยคฺ บากียฺ บิลลาฮฺ ได้เขียนถึงเพื่อนของเขาคนหนึ่งเล่าถึงความประทับใจที่มีชัยค์อะหฺมัดว่า

“เด็กหนุมคนหนึ่งนามว่า ชัยคฺ อะหฺมัดได้เดินทางมาจากเมืองซิรฮินดฺเมื่อไม่นานมานี้ เขาเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดและมีความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันที่อยู่กับฉัน ฉันเฝ้าสังเกตพื้นฐานที่มีอยู่ในตัวเขาในช่วงเวลานี้ ฉันคาดว่าในวันข้างหน้าที่จะมาถึง เขาจะทำหน้าที่เป็นผู้นำทางผู้คนและทำให้โลกทั้งผองนั้นส่องสว่างไสว”

คำทำนายดังกล่าวปรากฏเป็นเรื่องจริง แม้ว่าในช่วงเวลานั้นส่วนต่างๆของอินเดียจะมีผู้รู้(อุลามาอฺ)และศูฟียฺ(ผู้ที่เน้นขัดเกลาตนเองจากภายใน – ตะเศาวุฟ)ที่แท้จริงที่ยึดมั่นในสัจธรรมอยู่เพียงน้อยนิดก็ตาม  ได้มีบุรุษหนึ่งปรากฏขึ้นมาเพื่อที่จะขจัดและยุติความชั่วร้ายในช่วงเวลาดังกล่าวอีกทั้งเชิดชูหลักนิติธรรมอิสลาม(ชะรีอะฮฺ)  บุรุษผู้นี้คือ ชัยคฺ อะหฺมัด สิรฮินดียฺ

เขาคือผู้ที่ต่อต้านอย่างแข็งขันต่อนโยบายของราชสำนัก และพยายามฟื้นคืนความศรัทธาที่แท้จริงกลับมาใหม่ ท่านได้ปฏิเสธอย่างเปิดเผยต่อกระแสแนวคิดอันชั่วร้ายทั้งหมดในช่วงเวลาที่แนวคิดเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนจากราชสำนัก และแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของ ชะรีอะฮฺ ซึ่งไม่เป็นที่โปรดปรานและเห็นชอบจากจักรพรรดิและบรรดาผู้ปกครอง ราชสำนักจึงพยายามที่จะทำลายท่านโดยใช้อำนาจทั้งหมดที่มีในการกำจัดท่าน และดำเนินการแม้กระทั่งส่งท่านไปจองจำในที่คุมขัง แต่ในที่สุดท่านก็ประสบความสำเร็จในการปราบปรามความชั่วร้ายที่แพร่หลาย จักรพรรดิชาห์ฮังคีร์ ผู้ที่ทรงบัญชาให้คุมขังชัยคฺ อะหมัดในป้อมปราการ กวาลิเออร์/ควาลิยัร (Fort Gwalior) ด้วยเหตุผลที่ท่านได้ปฏิเสธที่จะสุญูดต่อหน้าพระองค์ได้กลายเป็นศิษย์ของท่าน ภายหลังจากนั้นจักรพรรดิยังได้ทรงให้บุตรชายของพระองค์ ชะฮาบุดดีน มุฮัมมัด คุรรัม ผู้ซึ่งได้สืบทอดราชบัลลังก์ในนามของ ชาห์ ญะฮัน อยู่ภายใต้การอบรมขัดเกลาทางด้านจิตวิญาณโดยชัยคฺ อะหมัดอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ได้ช่วยเหลืออิสลามอย่างยิ่ง จากราชสำนักที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออิสลาม ไม่ให้ความเคารพและดูถูกในความเชื่อความศรัทธาอิสลามได้เปลี่ยนไปเป็นให้ความเคารพในอิสลาม ศาสนา ดีน อัล-อิลาฮียฺ ของอักบัรฺที่มาพร้อมกับพิธีการอุตริกรรมต่าง ๆ ที่กำหนดโดยศาลนิติบัญญัติได้ยุติลง การแก้ไขและการเพิกถอนทั้งหมดที่เกี่ยวกับคำสั่งห้ามตามคำสอนของอิสลามถือเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ แม้ว่าระบบของราชสำนักจะยังคงอยู่ในรูปแบบของกษัตริย์ แต่ทัศนคติต่อคำสอนทางศาสนาและบทบัญญัติของอิสลามได้แปรเปลี่ยนไปกลายเป็นความเอื้อเฟื้อและความเคารพ
โอรังเซบ อาลัมฆีร เกิดเมื่อประมาณสี่ปีหลังจากการเสียชีวิตของชัยคฺ อะหมัด เนื่องด้วยอิทธิพลที่ดีงามที่เกิดจากชัยคฺ เป็นเหตุให้เจ้าชายแห่งสายตระกูลตัยมูรฺ หลานชายผู้ยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิ ผู้รื้อทำลายชะรีอะฮฺ ได้กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งศรัทธาในอิสลาม

ชัยคฺ อะหมัด สิรฮินดียฺ ไม่เพียงแต่ป้องกันไม่ให้ราชสำนักมุสลิมในอินเดียจากการหันเหไปสู่ความอวิชา และยุติการเคลื่อนไหวซึ่งอาจจะละเลิกคำสอนอิสลามทั้งหมดเท่านั้น ในความสำเร็จที่โดดเด่นนี้ล้วนเป็นผลมาจากการทำงานของท่าน ประการแรกท่านได้ชำระล้างสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมดทางความคิด ทางปรัชญา และการปฏิบัติทางศาสนพิธี พร้อมทั้งนำเสนอรูปลักษณ์ที่แท้จริงและบริสุทธิ์ของ ตะเศาว์วุฟ ในอิสลาม

ประการที่สอง ท่านได้โจมตีอย่างหนักหน่วงต่อธรรมเนียมและการปฏิบัติทั้งหมดที่ไม่ถูกต้องตามหลักการในหมู่คนทั่วไปและได้ริเริ่มกลุ่มเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งในการปฏิบัติชะรีอะฮฺภายใต้การชี้นำทางจิตวิญญาณ กลุ่มเคลื่อนไหวนี้มีพลังมากพอที่จะผลิตผู้ปฏิบัติงานจำนวนพัน ๆ คนที่ผ่านการอบรมขัดเกลาอย่างดีที่ไม่เพียงแต่ทำงานที่เป็นประโยชน์ในภูมิภาคต่าง ๆ ของอินเดีย แต่ยังกระจายไปไกลถึงเอเชียกลางเพื่อปฏิรูปคุณธรรมและความศรัทธาของผู้คน

จากความสำเร็จอันน่าทึ่งเหล่านี้ ชัยคฺ อะหมัดแห่งเมืองสิรฮินด์ จึงได้รับการยอมรับว่าเป็น มุญัดดิด นักฟื้นฟูแห่งอิสลาม

ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.